Popular Posts

Friday, November 07, 2014

เส้นทางสู่ความพอเพียง จตุบท – ความจริงกับสิ่งที่เคยเข้าใจ



การซื้อเหมา การคัด และการผูกขาดทางการค้า – กลไกอุบาทว์ที่ผู้บริโภคไม่เคยรับรู้ (ต่อจากตอนที่แล้ว)

ราคามังคุดแต่ละเกรดแตกต่างกันเป็นอย่างมาก คนรับซื้อมักชูมังคุด “มันใหญ่/มันร้อย” ว่าเป็นมังคุดคุณภาพและให้ราคาสูงเพื่อล่อใจให้เกษตรกรนำผลผลิตมากขาย แต่เมื่อถึงเวลาคัดจริงมังคุดส่วนมากมักจะถูกคัดไปอยู่ในเกรดตกไซส์ (หรือ ตกไซร้ ตามที่ผู้รับซื้อเขียนในใบเสร็จ)

ตลกร้ายที่ชาวสวนขำไม่ออกคือมังคุดที่มีราคานอกจากจะต้องมีขนาดใหญ่และไร้ตำหนิโดยสิ้นเชิงแล้วมังคุดจะต้องอยู่ระยะสายเลือดในวินาทีที่ถูกคัด (เปลือกมังคุดยังคงเป็นสีเขียว แต่พอจะเห็นจุดแดง ๆ ปรากฏอยู่บ้าง) บ่อยครั้งที่มังคุดถูกเก็บในระยะสายเลือดแต่กว่าจะถูกคัดก็แทบจะข้ามคืนไปแล้วดังนั้นเปลือกจึงมีสีเข้มขึ้นทำให้ถูกจัดเป็นมังคุดเกรดที่ต่ำลงมา

ในเวลาเพียงวันเดียวเปลือกมังคุดยังเปลี่ยนสีได้แน่นอนว่ากว่ามังคุดจะส่งออกไปถึงต่างประเทศสีของเปลือกย่อมจะกลายเป็นสีเดียวกันหมดซึ่งก็คือสีม่วงเข้มเกือบดำ  ผมเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า “แล้วพวกมึงจะคัดไปทำเหี้ยอะไรกันนักหนา?

นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะบางทีคำตอบนั้นมันอาจจะยากที่จะทำใจรับได้

คำถามต่อมา “เพราะเหตุในมังคุดส่งออกจึงจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่มากและไร้ตำหนิโดยสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่มังคุดที่ได้รับความนิยมในบ้านเราคือมังคุดขนาดค่อนข้างเล็ก” จุดเด่นของมังคุดลูกเล็กคือไม่ต้องคายเมล็ดเวลากินและไม่ค่อยพบอาการเนื้อแก้ว

มังคุดหากปลูกตามธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงก็จะไม่ได้มีคุณลักษณะตามที่ผู้ซื้อกำหนด แต่เพราเหตุใดเราจึงต้องฝืนธรรมชาติผลิตมังคุดขนาดใหญ่ไร้ตำหนิแทนที่จะส่งออกมังคุดลูกกลางและลูกเล็กซึ่งเป็นผลผลิตส่วนใหญ่และเป็นที่นิยมในบ้านเรา ทำไมเราการคุณสมบัติของผลไม้จึงเอื้อประโยชน์กับบริษัทเคมีเกษตรถึงเพียงนี้



นอกจากการคัดเกรดตามกฎเกณฑ์ที่ไม่แน่นอนแล้ว (บางวันก็ ๕ เกรด บางบันก็ ๗ - ๘ เกรด แล้วแต่สถานที่รับซื้อ) ผู้รับซื้อยังเป็นคนกำหนดราคาและยังกำหนดแบบวันต่อวันด้วย ชาวสวนจะไม่รู้ราคารับซื้อล่วงหน้าจนกว่าจะไปถึงจุดรับซื้อ วันไหนที่ผลผลิตมากพวกนี้จะกระทืบราคาอย่างไม่เกรงใจฟ้าดิน ชาวสวนอาจดีใจในวันที่พวกเขาเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก แต่เมื่อไปเห็นราคาที่จุดรับซื้อพวกเขาคงจะไม่รู้สึกเช่นนั้นอีกต่อไป จริงอยู่ที่ล้งรับซื้อและสหกรณ์มีอยู่เป็นจำนวนมากแต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกชาวสวนนึกจะไปขายไหนก็ไปได้ ดังที่ได้อธิบายไปในภาคก่อนแล้วว่าคนกลางจะรับซื้อจากเกษตรกรที่ส่งผลผลิตไปให้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นฤดู เพราะฉะนั้นเกษตรกรจึงไม่มีทางเลือกและต้องขายผลิตทั้ง ๆ ที่ราคารับซื้อต่ำมาก คนกลางจึงกลายเป็นผู้กอบโกยผลประโยชน์จากผลผลิตที่ตัวเองไม่ได้ปลูก การผูกขาดในรูปแบบนี้ทำให้คนกลางสนุกกับการกำหนดเงือนไขการรับซื้อทั้งราคาและรูปลักษณ์ แล้วชาวสวนจะอยู่ได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาจะต้องซื้อปัจจัยการผลิตจากภายนอกอาทิ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า และยาฆ่าแมลงในราคาที่สูง พร้อมกันกับจะต้องแบกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้นทุกวัน เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ ค่าน้ำมัน แต่พวกเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะตั้งราคาผลผลิตที่ออกเพียงปีละครั้งจากการทำงานหนักตลอดทั้งปี

ราคามังคุดตามลักษณะการคัด
วันที่
มันร้อย
มันเล็ก
มันลาย
มันจิ๋ว
ตกไซส์
ดอกดำ
02-Apr
70
50
27
06-Apr
65
50
25
10-Apr
60
45
35
25
13-Apr
63
45
45
25
16-Apr
57
43
23
19-Apr
67
52
37
37
24
21-Apr
80
60
40
28
23-Apr
80
60
40
28
25-Apr
75
50
35
28
25-Apr
65
50
35
25
28-Apr
60
45
37
35
20
30-Apr
50
35
28
23
02-May
36
27
23
20
10
06-May
28
20
17
14
7
08-May
34
27
20
15
8
10-May
40
30
25
17
10
12-May
43
33
28
18
8
14-May
50
40
30
20
10
18-May
60
45
35
28
14
20-May
60
45
35
28
12
21-May
60
45
35
28
12
22-May
60
45
35
28
12



“แม่งไม่ต่างอะไรกับเกษตรพันธสัญญาเลย” มดมังคุดโพล่งขึ้นมาอย่างเดือดดาล

“มีเหี้ยยิ่งกว่านั้นอีก” ผมตอบอย่างราบเรียบก่อนขยายความต่อ
หากเกษตรกรไม่อยากจะขายผลผลิตให้กับล้งผลไม้ ทางเลือกไม่ได้อีกอย่างก็คือขายให้กับคนรับซื้อตามถนนใหญ่ คนพวกนี้มักจอดรถกระบะไว้ข้างทางแล้วนำผลไม้มาแขวนไว้เป็นสัญลักษณ์ ในการซื้อขายคนพวกนี้จะกดราคาราวกับว่าไม่เห็นเกษตรเป็นคน เมื่อเลือกผลผลิตคนพวกนี้ก็จะเอานิ้วเขี่ย ๆ ดูเป็นพิธีก่อนจะรับซื้อที่ราคากิโลละ ๕ บาท (ห้าบาทถ้วน) เมื่อหักค่าเก็บเกี่ยวกิโลกรัมละ ๔ บาทออกแล้วชาวจะได้ส่วนแบ่ง ๑ บาทต่อกิโลกรัม  

อย่างไรก็ตามบางครั้งเกษตรกรก็ขายให้คนพวกนี้เพราะไม่อยากเสียเวลารอการคัดมังคุดที่ล้ง หรือ บางทีล้งก็ปิดทำการไปแล้วในช่วงปลายฤดู
พอมังคุดท่วมหลังคารถคนรับซื้อเร่ก็จะขนผลผลิตไปส่งตลาดไทหรือไปขายปลีกในเมืองหากรถไม่ตกข้างทางหรือยางระเบิดไปเสียก่อน พวกนี้จะเร่ขายในระคากิโลกรัมละ ๒๐ – ๓๐ กว่าบาท (๓ – ๕ โลร้อย) ซึ่งสำหรับเกษตรกรแล้วนี่เป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง แต่ที่คนพวกนี้สามารถขายได้ในราคาที่ต่ำมากเนื่องจากพวกเขาทำงานเพียงแค่วันเดียว การขนแต่ละเที่ยวพวกเขาจะได้ส่วนแบ่ง ๑๕ – ๒๕ บาท/กิโลกรัม ในขณะที่เจ้าของสวนที่ต้องทำงานถึงหนึ่งปีกลับได้ส่วนแบ่งเพียง ๑ บาท/กิโลกรัม* จะมีผู้บริโภคซักกี่คนที่จะรู้ว่าผลไม้ที่กินกันนั้นมีราคาถูกกว่าต้นทุนการผลิตจริง และคนที่แบกต้นทุนให้ชาวเมืองได้กินผลไม้กันอย่างมีความสุขนั้นก็คือเกษตรกรจน ๆ นั่นเอง

[*จริง ๆ แล้วชาวสวนทำงานนานกว่านั้นเพราะกว่ามังคุดจะให้ผลเกษตรจะต้องดูแลอย่างน้อย ๗ ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้พวกเขาจะต้องรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดหญ้า โดยที่ไม่ได้รับผลตอบแทนในเชิงพาณิชย์เลย]



ผมเริ่มตั้งคำถามกับคำพูดของญาติที่ว่า “ปีก่อนสวนเราได้กำไรจากมังคุดประมาณสองแสนบาท” ผมเข้าใจเช่นนั้นมาตลอด แต่จากยอดการขายในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาผมว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้และผมก็เดาไม่ถูกว่าจะเก็บมังคุดไปขายได้อีกนานเพียงใด แต่ที่แน่ ๆ คือปริมาณผลผลิตต่อวันลดลงเรื่อย ๆ กำไรที่ผมได้ยินกรอกหูอยู่เกือบทุกวันปรากฏชัดมากขึ้นทุกทีในโลกแห่งความฝัน ญาติบอกว่าต้องทำใจซึ่งผมฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดพอสมควร เพราะเมื่อปีก่อนแกโวยวายใหญ่โตหาว่าผมรดน้ำน้อยไป มังคุดจะแกร็น ก้นจีบ ขายไม่ได้ราคา 

ผลผลิตของผมดูสมบูรณ์มาก แต่พอคนกลางกระทืบราคารับซื้อและคัดมังคุดเราเป็นตกไซร้เสียส่วนใหญ่ ผมก็ไม่เห็นว่าแกจะโวยวายอะไรสักคำแต่กลับบอกให้ผมทำใจ แล้วเราจะใส่ปุ่ยพ่นยาไปเพื่ออะไร? 

ช่วงหลังผมคิดเรื่องกำขาดทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ และคำนวณรายรับรายจ่ายทุกวัน ผมลงทุนไปมากและเริ่มใช้เงินเป็นตัววัดความสำเร็จของทุกสิ่งที่ทำ บางทีผมอาจจะฟังอะไรมากไปจนลืมฉลียวใจบ้างว่าผมมาทำอะไรที่นี่   

แม้ว่าผลผลิตในช่วงท้ายจะสูงกว่าในช่วงแรกแต่ด้วยกลไกการคัดมังคุดก็ทำให้รายรับที่ได้ไม่สอดคล้องกับปริมาณผลผลิต ผมพอจะเห็นปลายเหวทางอยู่ลาง ๆ

ความอัดอั้นจากกลไกอุบาทว์ทำให้ผมหาช่องทางการขายอื่น ๆ แต่นั่นไม่ง่ายเลย เพราะหากผมขนมังคุดไปขายเองในเมืองผมก็ต้องไปเจอการตัดราคาจากพวกรถเร่ ผมไม่สามารถขายผลผลิตในราคาเดียวกันกับพวกนี้ได้เพราะต้นทุนของผมสูงกว่าพวกเขามาก หนำซ้ำผมจะต้องควบคุมการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกวันแล้วผมจะเอาเวลาที่ไหนออกไปขายไกล ๆ  

หากผมขายในราคาสูงกว่าก็อย่าได้หวังว่าจะมีคนซื้อ นอกจากนั้นมังคุดของผมในตอนนั้นก็ฉาบด้วยยาพิษเช่นเดียวกันกับที่ขายอยู่ทั่วไปแล้วผมจะขายมันในราคาสูงกว่านั้นได้อย่างไร
ผมจึงต้องหาความแตกต่างให้กับผลผลิตของผมแต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าใดนัก หากเป็นผลไม้อื่นผมอาจใช้ความแตกต่างทางสายพันธุ์เป็นจุดขายได้ เช่น ทุเรียนซึ่งมีอยู่หลายสายพันธุ์อาทิเช่น หมอนทอง พวงมณี กระดุม ฯลฯ แต่มังคุดไม่ได้เช่นนั้นเพราะมันไม่ได้มีความแตกต่างที่ชัดเจน**

[**มังคุดมีดอกสมบูรณ์เพศและจะผสมพันธุ์ในดอกเดียวกันดังนั้นจึงเข้าใจกันว่ามังคุดมีสายพันธุ์เดียว อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยของต่างประเทศที่ระบุว่าสามารถจำแนกมังคุดได้ ๑๖ ลักษณะจาก ๘๓๐ ตัวอย่าง อีกทั้งจากประสบการณ์ตรงของผมเองก็พบว่ามังคุดแม้จะปลูกพร้อมกันและได้รับการดูแลที่เหมือนกัน บางต้นจะให้ผลที่มีเปลือกบางและมีรสหวานมากทุกลูกในขณะที่บางต้นจะให้ลูกใหญ่ที่มีเปลือกหนา]   



ในเมื่อผมไม่สามารถใช้ความปลอดภัย หรือ สายพันธุ์มาเป็นจุดขายได้ ผมจึงเลือกระยะการเก็บเกี่ยวมาเป็นจุดแข็งของผลผลิต เพราะเห็นว่ามังคุดที่ขายกันอยู่ทั่วไปนั้นเป็นมังคุดอ่อนที่มาแก่ปลายทาง แน่นอนว่ารสชาติย่อมสู้มังคุดที่สุกคาต้นไม่ได้ แต่ชาวสวนก็นิยมเก็บแต่มังคุดระยะนี้ออกมาจำหน่ายเพื่อให้มีอายุการขายที่นาน ๆ ตามความต้องการของคนกลางและร้านค้าปลีก ด้วยความที่คนพวกนี้เห็นเรื่องเงินสำคัญกว่าคุณภาพ ดังนั้นผลผลิตมังคุดในตลาดจึงไม่ดีเท่าที่ควร

ความสุกของมังคุด
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้แบ่งระดับความสุกของมังคุดไว้เป็น ๗ ระดับดังนี้ :

-          ระดับสีที่ ๐ :  ผลมีสีขาวอมเหลืองสม่ำเสมอ มียางในเปลือกมาก เนื้อและเปลือกยังไม่แยกออกจากกัน ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้แม้จะสามารถเปลี่ยนมาเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำแต่รสชาติจะไม่ดี

-          ระดับสีที่ ๑ : ผลมีสีเหลืองอ่อนอมเขียว มีจุดสีชมพูกระจายอยู่ในบางส่วนของผล ยางในเปลือกยังคงมีมาก ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้แม้จะสามารถเปลี่ยนมาเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำแต่รสชาติจะไม่ดี

-          ระดับสีที่ ๒ : ผลมีสีเหลืองอ่อนอมชมพู มีจุดสีชมพูกระจายไปทั่วผล เป็นระยะอ่อนที่สุดสำหรับการเก็บเกี่ยว

-          ระดับสีที่ ๓ : ผลสีชมพูสม่ำเสมอ จุดประสีชมพูขยายเข้ามารวมกันไม่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน ยางในเปลือก เริ่มจะแยกเนื้อออกจากเปลือกได้

-          ระดับสีที่ ๔ : ผลสีแดงหรือน้ำตาลอมแดง บางส่วนอาจมีสีม่วง ยางในเปลือกมีน้อยหรือไม่มีเลย เนื้อและเปลือกแยกตัวออกจากกัน เป็นระยะที่เกือบจะรับประทานได้

-          ระดับสีที่ ๕ : ผลสีม่วงอมแดง ภายในเปลือกไม่มียางเหลืออยู่ เนื้อและเปลือกแยกออกจากกันได้ง่าย สามารถรับประทานได้

-          ระดับสีที่ ๖ : ผลสีม่วงเข้มจนถึงสีดำ ภายในเปลือกไม่มียางเหลืออยู่ เนื้อและเปลือกแยกออกจากกันได้ง่าย สามารถรับประทานได้

ในหนังสือคุยเฟื่องเรื่องมังคุดระบุว่ามังคุดที่เหมาะสมกับการการส่งออกคือมังคุดที่ถูกเก็บเกี่ยวในระยะสายเลือด หรืออยู่ในระดับสีที่ ๒ แต่ในการรับซื้อจริงคนกลางต้องการมังคุดในระดับสีที่ ๑ มากกว่า

ความทุกข์ที่มาจากความไม่สุก
เมื่อเทียบกับมังคุดสุกที่มีสีแดงเข้มหรือดำ “มังคุดสายเลือด” จะสอยยากกว่ามากเพราะมันดูคล้ายกับมังคุดดิบเป็นอย่างยิ่ง หากมองย้อนแสงหรือสอยในเวลาเย็นโอกาสที่ได้สอบผิดได้ลูกดิบก็จะมีมาก เมื่อนำไปขายคนกลางก็จะตีกลับ ทำให้เจ้าของสวนเสียผลผลิตและค่าเก็บไปเปล่าๆ บางสวนที่เขี้ยว ๆ หน่อยก็จะหักเงินค่าเก็บมังคุดดิบจากคนงาน แต่เจ้าของสวนก็ยังคงขาดทุนเพราะค่าเก็บย่อมถูกกว่าราคามังคุด ในแต่ละปีจึงมีการสูญเสียในลักษณะนี้เป็นจำนวนมากซึ่งเกษตรกรจะเป็นผู้แบกรับภาระนี้

มังคุดระยะ 0 ที่อาจถูกสอยลงเพราะดูคล้ายมังคุดสายเลือด


เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในตลาดคือมังคุดอ่อนที่มาสุกปลายทาง ผมจึงคิดจะนำมังคุดที่สุกคาต้นมาเป็นจุดขายของตัวเอง ผมสร้างเพจ “ขวัญ – มังคุด” ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะโดยใช้ Description ว่า “ความสุกเพื่อความสุข” จุดแข็งของมังคุดที่นี่คือความสุกที่มากกว่าเนื่องจากเราจะส่งมังคุดจากสวนตรงไปยังผู้ซื้อโดยไม่ผ่านคนกลาง ด้วยกระบวนการที่สั้นลงผมจึงไม่ต้องกังวลเรื่องอายุการวางจำหน่ายทำให้สามารถเก็บมังคุดสุกคาต้นมาขายได้ อย่างไรก็ตามปัญหาในตอนนั้นคือค่าส่ง EMS ซึ่งแม้ว่าผลไม้จะได้ราคาพิเศษแล้วแต่ก็ยังจัดว่าสูงมากงานนี้จึงล่มตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม

*************************************

ผลผลิตมังคุดขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคมและลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงปลายเดือนคนงานที่ล้งถามทุกวันว่ามังคุดยังเก็บได้อีกนานไหม ผมก็ตอบไปตามจริงว่าน่าจะได้จนถึงกลางเดือนมิถุนายนเพราะสวนผมออกช้ากว่าเพื่อน แม้ว่าผลผลิตในตลาดจะลดลงไปมากแต่ราคารับซื้อกลับไม่กระเตื้องขึ้นมาซักเท่าไร หนำซ้ำผมก็กังขากับการระบบการคัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทำไมมังคุดของผมจึงตกไปอยู่ในเกรดล่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ทั้ง ๆ ที่มีลักษณะภายนอกค่อนข้างดี

จู่ ๆ ล้งแห่งนี้ประกาศหยุดรับซื้อเสียเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่ผมยังสามารถเก็บมังคุดได้อีกหลายอาทิตย์

“เราจะรับซื้อจนถึงลูกสุดท้ายค่ะ” มือขวาของเจ๊เคยพูดกับผมไว้แบบนั้น
.
.
.
ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสหกรณ์ซึ่งผมไม่ได้ไปขายมาพักใหญ่ ๆ โชคดีที่ผลผลิตในตลาดมีน้อยพวกนั้นจึงรับซื้อมังคุดผม ข้อดีการเอาผลผลิตมาขายที่อื่นก็คือผมจะได้เปรียบเทียบสัดส่วนมังคุดแต่ละเกรดเมื่อถูกคัดแล้วเพราะในช่วงนั้นผมรู้สึกตะหงิด ๆ กับการคัดของล้งเจ๊คนนี้เป็นอย่างยิ่ง แล้วคำตอบที่ได้ก็คือที่สหกรณ์ผมขายได้ราคาเป็นสองเท่าทั้ง ๆ ที่ปริมาณผลผลิตและราคารับซื้อก็ใกล้เคียงกัน
ที่มูลค่าผลผลิตแตกต่างกันถึงเพียงนั้นเพราะล้งเจ๊นั่นคัดมังคุดผมเป็นตกไซร์เสียส่วนใหญ่ในขณะที่สัดส่วนของมังคุดตกไซร้เมื่อไปขายที่สหกรณ์มีน้อยกว่านั้นมาก

“ควายมานานเลยกู...นอกจากจะหักหลังหยุดรับซื้อเอาดื้อ ๆ แล้ว แม่งยังคัดมังคุดดี ๆ เป็นเกรดล่างหมด...” ผมสบถอยู่ในใจ

*************************************

หลังจากนั้นไม่นานสหกรณ์ก็ปิดเช่นเดียวกัน งานเก็บเกี่ยวจึงต้องยุติลงโดยบริยายในเดือนมิถุนายน ผมรีบทำบัญชีให้เสร็จแล้วนำส่วนแบ่งให้ญาติครึ่งหนึ่ง กำไรเบื้องต้นในปีนี้อยู่ที่ ๖๐,๐๐๐ กว่าบาท ซึ่งไม่ได้ใกล้เคียงสักนิดกับ ๒๐๐,๐๐๐ อย่างที่ผมได้ยินมาตลอดทั้ง ๆ ที่ผมใส่ปุ่ยและพ่นยาพิษเพื่อให้ลูกสวยตามคำแนะนำ เมื่อหักส่วนแบ่งของญาติออกไปรายได้ของผมในปีนี้ก็จะเท่ากับ ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท มันน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำถึง ๓ เท่า คิดง่าย ๆ ว่าผมได้ค่าแรงวันละไม่ถึง ๑๐๐ บาท



“ผลไม้มันจะออกดกปีเว้นปี” เสียงหนึ่งพูดอย่างราบเรียบในวันที่ผมนำเงินส่วนแบ่งไปให้ ผมพูดอะไรไม่ออก ในใจของผมมีแต่คำถามว่าทำไมไม่มีใครเคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยสักครั้ง สิ่งเดียวที่ได้ยินคือปีนี้ผลผลิตก็น่าจะมากกว่าปีก่อน และถ้าพ่นยาเพื่อทำมังคุดผิวมันก็น่าจะได้กำไรมากขึ้น 

ต่ความเป็นจริงที่ผมกำลังเผชิญอยู่นั้นมันช่างแตกต่างราวกับมังคุดกับทุเรียน...

จบ EP1 โปรดติดตามต่อใน EP2 "บนเส้นทางที่เลือกเอง"

Thursday, October 23, 2014

เส้นทางสู่ความพอเพียง ตติยบท – เวลาแห่งการรอคอย

ผมรู้สึกแปลก ๆ กับการทำสวน ช่วงนั้นงานในแปลงมังคุดอย่างเดียวที่ผมทำด้วยตัวเองคือการติดเครื่องจักรเพื่อรดน้ำและเดินตรวจการจ่ายน้ำของสปริงเกอร์ ส่วนงานที่เหลือไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ย การพ่นยาฆ่าแมลง การพ่นยาฆ่าหญ้าและคนพ่น ล้วนทำด้วยมือคนอื่น ผมรู้สึกว่ากำลังบริหารโรงงานอะไรสักอย่าง มันเป็นเวลาร่วมครึ่งปีแล้วที่ผมมาทำสวนที่นี่ทว่าผมยังไม่ได้แม้แต่จะปลูกพืชผักกินเองสักต้นเลย


(จบความจากตอนที่แล้ว)

*************************************
 

เส้นทางสู่ความพอเพียง ตติยบท – เวลาแห่งการรอคอย
วันหนึ่งญาติบอกว่าจะลองปลูกผักก็ได้ ระบบท่อน้ำเดิมที่ฝังไว้ใต้ดินยังใช้ได้อยู่ แค่เชื่อมท่อหลักเข้าด้วยกันระบบน้ำก็จะใช้ได้แล้ว บ่ายวันนั้นแกพาไปที่ร้านเครื่องมือเกษตร

"เอาอีโบสี่นิ้วตัวนึง" อาบอกกับคนขาย

"เชี่ยไรวะเนี่ย?" ผมสบถกับตัวเองเมื่อได้ยินชื่ออุปกรณ์ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในชีวิต
.
.
.
ทันทีที่กลับมาแกให้ผมขุดดินเพื่อหาท่อขนาดสี่นิ้วที่ฝังอยู่ เมื่อพบท่อแกให้ขุดลงไปอีกคืบหนึ่งเพื่อให้มีพื้นที่พอสำหรับการเลื่อยและเชื่อมท่อเข้าด้วยกันอีกครั้งโดยมี "อุปกรณ์เชี่ยอะไรนั่น หรือ อีโบ" เป็นพระเอกในงานนี้ เมื่อการเชื่อมระบบสำเร็จ หัวสปริงเกอร์ที่เคยใช้ในแปลงผลไม้ก็พร้อมจะทำหน้าที่อีกครั้ง ด้วยความที่ระบบท่อในสวนเชื่อมกันทั้งหมดเวลาที่ผมรดน้ำมังคุดผักก็จะพลอยได้น้ำไปด้วย สิ่งเดียวที่ผมต้องทำเพิ่มคือเดินมาเปิดประตูน้ำอีกตัวเท่านั้น



 

ยีโบล์ท หรือ จีโบล์ท (GIBAULT) ข้อต่อยีโบลท์ เป็นข้อต่อที่ใช้สำหรับต่อท่อน้ำประปา มีประโยชน์ใช้ซ่อมท่อประปาที่แตก ตัวยีโบล์ทประกอบด้วยแหวนตัวกลาง สำหรับสวมตรงรอยต่อของท่อ ๑ วง แหวนประกับแหวนตัวกลางทั้ง ๒ ข้าง จำนวน ๒ วง ซึ่งทำด้วยเหล็กหล่อ มีสกรูสำหรับยึดแหวนประกับ และมีแหวนยางกันน้ำรั่วซึม จำนวน ๒ วง แหวนยาง ต้องเป็นยางคุณภาพดี เนื้อแน่น เหนียว ยึดหยุ่นได้ดี ขนาดเป็นไปตามมาตรฐานชั้นคุณภาพของข้อต่อยีโบลท์ รูปหน้าตัดของเส้นวงแหวนยางเป็นรูปกลมผิวเรียบสม่ำเสมอ


ข้อมูลจาก: http://nccn-cnt.dld.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=383:2014-04-18-04-57-27&catid=66:km-&Itemid=55

 

เนื่องจากผลไม้ถูกปลูกเป็นแถวในระยะ 4 x 4 ผมจึงต้องปรับหลุมผักของผมให้สอดคล้องกับระบบน้ำเดิมด้วยการทำแปลงผักเป็นวงกลมรอบหัวสปริงเกอร์ การปลูกแบบนี้จะต่างจากแปลงผักทั่วไปที่เป็นแถวยาว ๆ ที่น่าจะคุ้นตาคนทั่วไปมากกว่า ผมขุดแปลงผักซัก 10 หลุมเห็นจะได้ ผมมีความสุขมากกับการขุดดินทำแปลงผัก นี่เป็นหนึ่งในวันที่ผมมีความสุขที่สุดเมื่อมาอยู่ที่นี่ และก็เป็นไม่กี่ครั้งที่ผมรู้สึกว่าเราสามารถสร้างความมั่งคั่ง สร้างอนาคต ได้ด้วยมือของเราเอง ผมนึกถึงตอนประถมที่ครูให้ปลูกผักบุ้งหลังโรงเรียนในวิชาเกษตร หลังจากที่หว่านเมล็ดได้ไม่กี่อาทิตย์เด็ก ๆ ก็มีผักบุ้งกลับบ้าน ผมไม่รู้เลยว่าในปัจจุบันยังมีวิชาแบบนี้อยู่หรือไม่ ผมอยากให้เด็ก ๆ ใช้เวลาอันมีค่าของเขาไปกับการปลูกพืชผักแทนที่จะไปหมกตัวอยู่ในโรงเรียนกวดวิชา หรือหน้าจอโทรศัพท์

 

ผมเริ่มการเพาะปลูกด้วยเมล็ดผักทั่วไปที่หาซื้อได้ตามตลาด ผมโรยลงไปโดยตรงโดยไม่ทำการอนุบาลในถาดเพาะยกเว้นต้นมะนาวที่ผมปลูกด้วยต้นกล้า ผมรู้สึกว่าแฟนจะดูตื่นเต้นกับงานนี้พอสมควรและให้ผมส่งรูปไปให้เธอดูบ่อย ๆ จากนั้นเธอก็ตอบกลับมาเป็นกลอนว่า

 
ผัก – อะไร ก็อร่อย ขวัญน้อยปลูก
โต – จนสุก ทั่วทุกแปลง แข่งกันเขียว
ยัง – มีฟัก ผักบุ้งจีน ในดินเดียว
คะ - น้าเขียว เปรี้ยวมะนาว สะเดาเดิม
เป็น – ใบหอม กะเพราะคละ โหระพา
กำลัง – ดี ผักชีจ๋า เอามาเสริม
ใจ – ยังรัก ถั่งฝักยาว เค้าคอนเฟิร์ม
ให้ – ได้เริ่ม ลงมือเอง ก็เจ๋งเลย ๚ะ๛

หลังจากนั้นไม่กี่วันพวกเราก็เริ่มเห็นยอดผักแทงขึ้นมา ในขณะที่ต้นมะนาวแทบจะไม่มีใบเหลือให้เห็นเนื่องจากหนอนผีเสื้อกินหมด ผมพยายามช่วยเท่าที่ทำได้ด้วยการจับหนอนออก แต่ทุกครั้งที่เดินกลับมาที่นี่ก็จะพบหนอนตัวใหม่เสมอ

 

ปลายเดือนมกราคมฝนตกแทบทุกวันทำให้ผมไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ ฝนทำให้มังคุดของผมดูสดชื่นมาก ดูแตกต่างจากช่วงอดน้ำอย่างสิ้นเชิง ฝนช่วยประหยัดค่าน้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำให้ผมได้มาก แต่ในขณะเดียวกันฝนก็ทำให้วัชพืชในแปลงผักเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เหตุที่ไม่ต้องรดน้ำผมจึงไม่ได้เดินมาที่แปลงผักเลยในช่วงนี้และเมื่อผมกลับมาอีกครั้งวัชพืชก็เข้ามาปกครองพื้นที่ทั้งหมดแล้ว เมื่อถอนหญ้าออกผมก็ยังคงมองไม่เห็นแม้แต่เงาของต้นกล้าที่ปลูกไว้ เห็นเพียงตั๊กแตนหน้าตากวนประสาทที่เหลียวมองผมอย่างเย้ยหยัน ผมพูดอะไรมาออกเมื่อเห็นสิ่งที่ผมตั้งใจทำที่สุดกลายเป็นสิ่งแรกที่ล้มเหลว ผมปลอบใจตัวเองว่า "อย่างน้อยที่สุดกูก็รู้แล้วว่าทำไมเกษตรกรถึงบ้าพ่นยากันจัง"

 

มีนาคม ๒๕๕๕
หลังจากการต่อสู้อันยาวนาน ในที่สุดผมก็ได้รับการยืนยันว่ารถกระบะที่ผมจองไปนั้นผลิตเสร็จแล้ว กว่าจะถึงวันนี้ก็ทุลักทุเลพอสมควร
อ่านเรื่องเต็มได้ที่
การมีรถเป็นของตัวเองทำให้ผมไม่ต้องรบกวนยืมรถญาติไปรับส่งแฟนที่นั่งรถตู้มาหาในช่วงวันหยุด และที่สำคัญที่สุดคือผมมีพาหนะที่จะนำผลผลิตออกไปขายเสียที อย่างไรก็ตามอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการขายผลไม้ก็คือตะกร้าพลาสติก ญาติบอกให้เตรียมไว้เยอะ ๆ เพราะในช่วงที่ผลผลิตของทุกสวนอยู่ในจุดสูงสุดสหกรณ์ที่รับซื้อสินค้าจะไม่สามารถคัดแยกผลไม้ได้ในวันเดียวกันทำให้เกษตรกรต้องมารับเงินค่าผลผลิตและตะกร้าคืนในวันรุ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงควรมีตะกร้าสำรองไว้เพื่อให้สามารถดำเนินการเก็บเกี่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

ผมสำรวจราคาตะกร้าจากร้านค้าหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก สุดท้ายผมก็ซื้อตะกร้ามา ๓๐ ใบ และเวลาสำคัญก็มาถึง ....... ผมจะต้องพิมพ์อักษรลงบนตะกร้า นึก ๆ ไปก็ขำเพราะตอนเด็ก ๆ เวลาเดินผ่านตลาดปากคลองผมเห็นตะกร้า เจ๊นู่น เจ๊นี่ เต็มไปหมด แต่ไม่เคยคิดสักนิดเลยว่าวันหนึ่งจะมีตะกร้าเป็นของตัวเอง ........ ในตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาชื่ออะไรดี เลยสั่งพิมพ์ไปอย่างซื่อ ๆ ว่า "ขวัญ + มังคุด"


"อ้าว แบบนี้ก็เอาลังไปใส่อย่างอื่น ไม่ได้นะสิ" ญาติผู้หญิงแซวเล่น ๆ แล้วกดดันให้ญาติอีกคนช่วยจัดพื้นที่ในห้องเก็บของเพื่อให้มีที่ว่างพอสำหรับของเล่นใหม่ของผม

 

งานประจำของผมยังคงเป็นการรดน้ำ แต่ด้วยความที่ปีนี้ฝนยังคงตกแม้ในหน้าแล้ง บางทีฝนก็ตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยขณะที่ผมกำลังรดน้ำทำให้งานรดน้ำเบากว่าที่ควรจะเป็น ญาติบอกว่าการที่ฝนตกสลับกับแดดออกแบบนี้จะทำให้ผลไม้โตและสุกเร็ว หากมีฝนหนักผมอาจสามารถหยุดการรดน้ำได้หลายวัน บางครั้งผมใช้โอกาสนี้กลับบ้านที่กรุงเทพฯ และบางครั้งญาติก็ไปทำธุระที่กรุงเทพฯ เช่นกัน การอยู่ในสวนเพียงลำพังไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตผมยากขึ้นก็คือผมจะต้องทำกับข้าวให้กับหมาบางแก้วทั้งฝูงของแก ส่วนหมาอื่นไม่ยากเท่าไร การให้อาหารของแกมีกรรมวิธีที่มากกว่าชาวบ้าน กล่าวคือแกจะซื้อซี่โครงไก่มาจำนวนหนึ่ง สับเป็นชิ้น ๆ นำไปต้มในหม้อใส่น้ำปลาและน้ำตาลจนได้กลิ่นที่พอใจ ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปราดบนอาหารเม็ดอีกที ทั้งกระบวนการใช้เวลาพอสมควร ที่ยากที่สุดก็คือการเอาใส่จานไปเสิร์ฟให้หมา เพราะต่างฝ่ายก็ต่างระแวงกัน



ผมก็เป็นคนประเภทที่เวลาหมาวิ่งไล่ผมจะวิ่งสวนกลับ ผมจะไม่หงอเมื่อมันขู่ผมแต่จะตะโกนข่มให้มันรู้ว่า "มึงอย่ามากร่างกับกู" ดังนั้นมิตรภาพระหว่างหมาบางแก้วกับผมจึงไม่มีแม้แต่ในจินตนาการ ดังที่เคยกล่าวไว้พวกนี้มันมักจะไล่กวดผมเวลาที่ผมเดินเข้าหรือออกจากบ้าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนผมสังเกตพฤติกรรมการไล่กวดของพวกนี้ได้ว่าไม่ว่าพวกมันจะไล่กวดกระต่ายหรือไล่กวดผม อีเป็ปซี่ กับไอ้โค้ก จะพุ่งตรงมาก่อน ส่วนไอ้ชิซึ่งเจ้าเล่ห์กว่าจะพุ่งเข้ามาข้างหลังในขณะที่เหยื่อกำลังชุลมุนกับหมาสองตัวแรก เมื่อมองเกมส์ออกผมจึงจัดการไล่กวดไอ้ชิในจังหวะที่มันแยกตัวออกมา แล้วจึงมาไล่กวดไอ้หมาสองตัวด้านหน้า ผมว่ามันคงจะเกลียดผมพิลึกที่คนบางพลัดอย่างผมทำให้หมาบางแก้วเสียหมาได้ขนาดนี้ แต่ถ้าผมไม่สู้ผมก็คงจะมีหมาพวกนี้เป็นนายอยู่เรื่อยไป
.
.
.
เมื่อสถานการณ์พลิกผัน หมาพวกนี้จะอยู่นอกรัศมีบ้านในเวลาที่ผมอยู่คนเดียวราวกับว่ามีใครได้ขีดเส้นพรมแดนเอาไว้ มีเพียงฟ้าเท่านั้นที่จะทำให้พวกมันแหกกฎข้อนี้ ในเวลาฝนตกและฟ้าร้องดังหมาที่ดุร้ายจะกลายเป็นลูกแมวไปในทันที พวกหมาบางแก้วจะวิ่งเข้าบ้านมานอนขดอยู่กับสิ่งมีชีวิตจากบางพลัด ผมซึ่งนั่งกินข้าวอยู่ก็ทำอะไรไม่ถูกเมื่อถูกหมาพวกนี้ลืมความเกลียดชังเอาเสียเฉย ๆ พวกมันจะไม่ไปไหนทั้งสิ้นตราบใดที่ยังมีเสียงฟ้าร้อง ส่วนผมเองก็ขยับตัวไปไหนไม่ได้เหมือนกันเพราะกลัวขาจะขาด แต่ทันทีฝนหยุดพวกมันก็กลับมาเล่นละครบทเดิมอีกครั้ง.......

 

*************************************


 

เมษายน ๒๕๕๕
หลายสวนได้เริ่มเก็บมังคุดมาพักหนึ่งแล้ว ราคามังคุดเมื่อเดือนก่อนตกกิโลละร้อยกว่าบาท คนกลางรับซื้อโดยไม่มีการคัดเกรดตามน้ำหนักและลักษณะผิว วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๕ ผมขายมังคุดเป็นครั้งแรกได้เงิน ๓๑๗ บาทจากมังคุดไม่กี่กิโล ราคามังคุดในขณะนั้นอยู่ที่ ๗๐ – ๕๐ – ๒๗ บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปลักษณ์ภายนอก ผมจ่ายค่าแรงให้คนงาน ๒๐๐ บาท ตามค่าแรงขั้นต่ำในชุมชน มังคุดในช่วงแรกยังน้อยอยู่ผมจึงทิ้งช่วงอีก ๔ วันก่อนทำการเก็บเกี่ยวครั้งต่อไป


 

เริ่มแรกญาติพาผมไปขายที่สหกรณ์ซึ่งอยู่บนถนนสุขุมวิทฝั่งขาออกจากตราดแต่เป็นฝั่งขาเข้าหากจะไปกรุงเทพ! ผมมีความรู้สึกที่เป็นบวกกับความเป็นสหกรณ์แต่ก็อดกังขาไม่ได้กับระบบการชั่งและการคัด เมื่อผมนำรถไปจอดคนงานจะนำตะกร้าผลผลิตหลังรถลงไปที่จุดคัด จากนั้นพวกคนงานจากประเทศเพื่อนบ้านผู้เคยยิ่งใหญ่ก็จะเริ่มการคัดตามเกณฑ์ที่สหกรณ์เป็นคนกำหนดวันต่อวัน คนงานบางคนก็มาใหม่คัดไม่ค่อยถูกและต้องคอยหันไปถามเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อย ๆ เมื่อการคัดสิ้นสุดคนงานก็จะยกขึ้นตาชั่งจากนั้นก็จะมีคนมาจดน้ำหนัก ผมว่ามันไม่ค่อยจะตรงไปตรงมาเสียเท่าไร ในการชั่งคนงานจะต้องหักน้ำหนักของตะกร้าออกก่อนจดบันทึก แน่นอนว่ามันย่อมจะต้องมีเศษแต่ผมไม่เคยเห็นเขาจดเป็น .๑, .๒ หรือ .๓ เลย มีแต่ .๕ กับ .๐ ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้ พวกเขาแค่มองอย่างรวดเร็วก่อนหักน้ำหนักออกแล้วจดตัวเลขลงบนกระดาษ วันนี้ผมกำลังเอาผลผลิตที่ออกเพียงปีละครั้งและเป็นรายได้เพียงอย่างเดียวมาแขวนอยู่บนตาชั่งเอียง ๆ ที่นี่




ผมเริ่มมองหาล้งอื่นที่ดูน่าเชื่อถือมากกว่านี้ และวันหนึ่งระหว่างทางจากสหกรณ์กลับสวนผมก็ดุดตากับล้งเอกชนขนาดใหญ่บนถนนใกล้สวน ผมจึงแวะเข้าไปสอบถามเรื่องการซื้อและสังเกตระบบการทำงานในนั้น ที่นี่ดูแตกต่างจากสหกรณ์พอสมควรเริ่มตั้งแต่การรับซื้อ ทันทีที่รถนำผลผลิตมาส่งคนงานก็จะเริ่มการชั่งน้ำหนักในรอบแรก คนจดน้ำหนักจะนั่งบนเก้าอี้เตี้ยให้สายตาทำมุมฉากกับหน้าปัดตราช่าง มีการจดเศษทศนิยมตามที่ปรากฏบนหน้าปัด ต่างจากสหกรณ์ที่คนจดยืนดูอยู่ห่าง ๆ ปัดเศษทศนิยมลงเป็น .๐ กับ .๕ เท่านั้นอีกทั้งยังทำการชั่งแค่รอบเดียว เมื่อจดน้ำหนักรอบแรกเสร็จพวกเขาก็จะทำการคัด จากนั้นก็จะรวมน้ำหนักทั้งหมดแล้วส่งให้เกษตรกรตรวจสอบว่าตรงกับน้ำหนักตอนที่ชั่งในตอนแรกหรือไม่ จากนั้นจึงจ่ายเงินค่าผลผลิต ผมถามที่นี่ว่าจะรับซื้อจนถึงเมื่อไร พวกเขาตอบว่าจะรับซื้อจนลูกสุดท้าย

 

ถึงแม้ล้งเจ๊นี่จะดูดีกว่าแต่ผมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนมาขายให้ที่นี่อย่างเต็มตัว ผมมักโทรถามราคาจากผู้รับซื้อก่อนตัดสินใจขาย หลายที่ไม่ตอบหรือทำลีลามากกว่าจะตอบ ส่วนล้งเจ๊นี่ตอบทุกครั้ง ผมรู้สึกว่าที่นี่จริงใจมากกว่าจึงขายให้ที่นี่ตลอดนับตั้งแต่นั้น

 

หลายคนบอกว่ามังคุดปีนี้ออกน้อยกว่าปีก่อน ผมจึงคาดว่าราคามังคุดน่าจะดี แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากในปีนี้ล้งรับซื้อผลไม้หลายแห่งก็ไม่เปิดทำการเสียเฉย ๆ เหลือเพียงเจ้าใหญ่ ๆ ที่มีศักยภาพในการส่งออกและเจ้าเล็ก ๆ ที่เป็นลิ่วล้อรับซื้อจากชาวสวนและส่งให้ล้งขนาดใหญ่อีกที ด้วยความที่มังคุดใช้เวลาร่วมสามเดือนในการพัฒนาผลพ่อค้าคนกลางจึงมีเวลาเหลือเฟือในการประเมินผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ล่วงหน้าว่าควรจะรับการสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศในปริมาณเท่าไร ดังนั้นถึงแม้ว่าปริมาณผลผลิต (Supply) จะไม่มาก แต่หากว่าคนกลางรับออเดอร์จากต่างประเทศมาน้อยราคาผลผลิตก็จะถูกกระทืบลงได้อย่างง่ายดาย มังคุดที่ถูกรับซื้อส่วนหนึ่งจะถูกส่งออกไปต่างประเทศ ส่วนเกรดเหลือเดนจะถูกคัดมาขายคนไทยและประเทศเพื่อนที่อยู่ปลายถนนสุขุมวิท เนื่องจากตลาดในประเทศเป็นเพียงตลาดเล็กการรับออเดอร์ส่งออกจึงมีผลมากต่อราคารับซื้อผลผลิต ความที่พ่อค้าคนกลางมีอำนาจในการกำหนดปริมาณผลผลิตที่ต้องการรับซื้อ (Demand) กลไกการตลาดของ Adam Smith ที่ควรจะถูกขับเคลื่อนด้วยมือมองไม่เห็น (Invisible hand) จึงกลายเป็นง่อยไปในทันที

 

กลับมาที่สวนอีกครั้ง ญาติบอกว่าผมเก็บมังคุดเองไม่ได้ต้องให้คนงานมาเก็บ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเพราะชาวบ้านก็มีสองขาหน้าอย่างที่ผมมี แต่พอได้ลองเก็บดูก็รู้สึกว่ายากอย่างที่แกพูด อย่างไรก็ตามคิดว่าหากทำบ่อย ๆ ก็คงจะชำนาญขึ้นเอง ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วว่าแกตกลงกับคนปลูกพริกว่าไหน ๆ ก็ไม่คิดค่าเช่าพริกแล้วพอถึงหน้ามังคุดก็ช่วยมาเก็บผลผลิตด้วย คำว่า "ช่วย" นี้ไม่ใช่การขอแรงฟรี แต่เป็นการจ้างตามปรกติ

 

และวันหนึ่งสิ่งที่ไม่อยากจะเกิดก็ เสือก เกิด จู่ ๆ ลูกชายคนปลูกพริกก็ไม่มาเก็บมังคุดเสียเฉย ๆ อาโกรธมากและขับรถไปที่บ้านแกทันที ผมไม่ได้ไปด้วยแต่ก็พอจะเดาได้ว่าอาจะพูดอะไร สักพักคนปลูกพริกกับกับลูกชายก็ขี่รถเครื่องมาที่สวน

 

รอดแล้วกู (ผมนึกในใจ)

 

แต่มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นเสียทีเดียว น้าสุวรรณต่อรองเรื่องค่าแรงเก็บมังคุดจาก กิโลละ ๓ บาท เป็น ๔ บาท แบบดื้อ ๆ ญาติผมพูดอะไรไม่ออกจึงได้แต่บอกว่า "ได้แต่ถ้าเก็บลูกเสียมาจะหักตังนะ" อย่างไรก็ตามเรายังคงจ่ายแบบเหมาตามค่าแรงขั้นต่ำอยู่เนื่องจากในช่วงแรกของการเก็บเกี่ยวปริมาณผลผลิตยังคงไม่มาก

 

จากนั้นไม่นานปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราปรับการเก็บเกี่ยวมาเป็นแบบวันเว้นวัน ช่วงปลายเดือนเมษายนเราเริ่มการจ่ายค่าแรงตามน้ำหนักที่เก็บได้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับคนเก็บมังคุด ผลผลิตที่มากขึ้นทำให้คนเก็บพริกและลูกสาวเอาเมียและลูกสาวมาช่วยเก็บด้วย ถึงกระนั้นก็ตามก็ดูเหมือนว่าจะเก็บไม่ทัน ญาติของผมจึงให้คนงานของแกอีกสองคนมาสมทบในตอนบ่าย

 

ปริมาณผลผลิตในสวนช่วงนี้ตกอยู่ประมาณ ๑๐๐ กิโลกรัมเศษ ๆ ต่อการเก็บเกี่ยวแบบวันเว้นวัน ในเดือนพฤษภาคมปริมาณผลผลิตได้ทะยานขึ้นจนถึง ๓๐๐ กิโลกรัมต่อวัน บางวันเราเก็บได้มากกกว่า ๕๐๐ กิโลกรัม! ผมควรจะดีใจมากกับปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มหาศาลถึงเพียงนี้ แต่ทันทีที่มังคุดมีมากขึ้นล้งผลไม้ (Fruit Sorting Station) ก็จะงัดกลยุทธการทำสวนบนหลังคนขึ้นมาใช้ในรูปของกลไกการคัดผลไม้ 





การซื้อเหมา การคัด และการผูกขาดทางการค้า – กลไกอุบาทว์ที่ผู้บริโภคไม่เคยรับรู้
ในช่วงต้นฤดู (มีนาคม – ต้นเดือนเมษายนโดยประมาณ) ล้งรับซื้อผลไม้หรือสหกรณ์ จะเปิดรับซื้อมังคุดในราคาที่สูงมาก (อาจมากกว่า ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม) โดยไม่มีการคัดเกรด พวกเขาจะรับซื้อทุกผลผลิตทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงขนาดและรูปร่างหน้าตา ผู้รับซื้อทุกเจ้าจะตั้งราคาแข่งกันเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวสวนส่งผลผลิตให้พวกเขา เป็นที่เข้าใจว่าหากส่งผลผลิตให้ที่ไหนแล้วก็ต้องส่งที่นั่นจนจบฤดู หากขาดส่งเกินสามวันล้งผลไม้ก็จะไม่รับซื้ออีกต่อไป


เมื่อผลผลิตเพิ่มมากขึ้นล้งรับซื้อก็จะเริ่มดำเนินกลไกอุบาทว์ นั่นก็คือการคัดผลไม้ สำหรับคนทั่วไปมังคุดอาจมีเพียงลูกที่กินได้กับลูกที่แข็งโคตรพ่อโคตรแม่ แต่สำหรับหรับคนกลางแล้วพวกเขาแบ่งออกมังคุดออกได้ถึง ๗ - ๙ เกรด ประกอบด้วย มันร้อย (มันใหญ่), มันเล็ก, มันลาย, มันจิ๋ว, กาก (พวกเขาพยายามจะสื่อว่าผิวมังคุดเหมือนเป็น "ขี้กลาก" แต่สะกดไม่ถูก),  ตกไซร้ (ผมเองก็สงสัยเช่นเดียวกับท่านว่าทำไมต้อง "ไซร้" แบบนั้น), ดอกดำ และแตก แต่ละอย่างมีลักษณะภายนอกที่คนคัดมโนขึ้นดังนี้
        




มันร้อย (มันใหญ่) – มีขนาด ๘๐ กรัมขึ้นไป แต่เอาเข้าจริงคนคัดเลือกเอาแต่ลูกที่ใหญ่กว่านั้นมากกกกก คำว่า "มัน" หมายความว่ามังคุดจะต้องไม่มีตำหนิเลยแม้แต่นิดเดียว นี่รวมถึงส่วนที่ไม่น่าจะมีมนุษย์คนไหนคิดจะแดกรับประทาน เช่น "ขั้ว" หรือ "หู" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากเพราะขั้วมังคุดจำนวนไม่น้อยก็จะมีจากการสอย การถ่ายลงตะกร้า และการขนส่ง นอกจากนั้นขั้วที่ไม่มีตำหนิเลยยังหมายถึงการพ่นยาฆ่าแมลงตั้งแต่มังคุดเริ่มผลิดอกต่อเนื่องไปตลอดระยะพัฒนาผล มังคุดผิวมันจะต้องถูกเก็บในระยะสายเลือด (blood line) คือเริ่มมีจุดแดง ๆ (ที่มนุษย์ทั่วไปแทบจะมองไม่เห็น) ปรากฏขึ้นบนเปลือกที่ยังคงเขียวอยู่ ประมาณหนึ่งสับดาห์หลังการเก็บเกี่ยวมังคุดสายเลือดจะกลายเป็นมังคุดสุกที่หมาไม่แดกไร้รสชาติและเปี่ยมสารพิษ แม้เปลือกจะกลายเป็นสีเกือบดำเมื่อสุกแต่คือขั้วจะเหี่ยว/หงิก ๆ หรือเป็นสีน้ำตาลเนื่องจากถูกเก็บเกี่ยวมานานแล้ว


มันเล็ก – ไร้ตำหนิและฉาบด้วยยาพิษเหมือนมันใหญ่ทุกประการแต่มีขนาดเล็กกว่า


มันลาย – ก็คือมังคุดมันใหญ่ดี ๆ นี่เอง แต่อาจมีตำหนิที่ผิวบ้าง อย่างไรก็ตามตำหนินี้แทบจะมองไม่เห็นเมื่อมังคุดสุก บางทีผมก็รู้สึกว่ามันลายก็คือมันใหญ่ที่ถูกจัดให้เป็นมันลายเฉพาะตอนคัด เวลาส่งออกพวกล้งก็จับมารวมกับมันใหญ่แล้วบรรจุไปในกล่องเดียวกัน


มันจิ๋ว – เป็นลูกมันที่มีขนาดเล็กและเปี่ยมสารพิษ

ขี้กาก – เป็นมังคุดที่ผิวไม่สวยเนื่องจากถูกเพลี้ยรบกวน บางล้งคัดเป็นสองเกรดคือ กากเล็ก และกากใหญ่




ตกไซร้ – เป็นมังคุดที่ไซร้ไม่ได้เรื่อง เอ้ย....เป็นมังคุดที่มีตำหนิที่หู/ขั้ว หรือ เปลือกเริ่มเป็นสีแดง หรือ เปลือกมียางซึมออกมาภายนอกเล็กน้อย หรือ เปลือกบางส่วนมีตำหนิเป็นรอยด้านจากเพลี้ยแป้ง หรือ เหี้ยไรก็ได้ที่พวกแม่งเขาจะหาเรื่องกดราคา


ดอกดำ – ไม่ว่ามังคุดจะมีขนาดเท่าไร ผิวสวยแค่ไหน แต่หากเปลือกมีสีเข้ม (สุกคาต้น) หรือผิวมีตำหนิมากก็จะถูกจัดเป็นเกรดนี้ มังคุดขนาดเล็กก็จะอยู่ในกลุ่มนี้ ตลกร้ายคือมังคุดดอกจำนวนไม่น้อยกลับมีรสชาติดีกว่ามังคุดมันร้อยเสียอีก
        

แตก – มังคุดที่ถูกฝนจนน้ำซึมผ่านเข้าไปในเปลือก ทำให้เนื้อเกิดการบวมแข็งและขยายตัวจนเปลือกมีรอยปริ หรือขยายตัวจนไปเบียดกับท่อยางในเปลือกแตก ภายนอกอาจมองไม่เห็นยางแต่ยางจะซึมลงไปในผล จุดสังเกตคือเปลือกจะแข็งมาก




*มังคุดที่ขายอยู่ในประเทศส่วนใหญ่คือมังคุดขี้กาก ดอกดำ และแตก (ภาพประกอบด้านล่างถ่ายจากห้างตราดอกบัว)




หัวใจสำคัญของการคัดมังคุดการพยายามจำแนกให้มากที่สุดเพื่อกดราคารับซื้อ มันเป็นเรื่องน่าขันอย่างยิ่งที่ราคามังคุดที่เก็บจากต้นเดียวกันในวันเดียวต่างกันอย่างสิ้นเชิง


 


 

โปรดติดตามต่อภาค ๔