Popular Posts

Showing posts with label มังคุดอินทรีย์. Show all posts
Showing posts with label มังคุดอินทรีย์. Show all posts

Thursday, October 23, 2014

เส้นทางสู่ความพอเพียง ตติยบท – เวลาแห่งการรอคอย

ผมรู้สึกแปลก ๆ กับการทำสวน ช่วงนั้นงานในแปลงมังคุดอย่างเดียวที่ผมทำด้วยตัวเองคือการติดเครื่องจักรเพื่อรดน้ำและเดินตรวจการจ่ายน้ำของสปริงเกอร์ ส่วนงานที่เหลือไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ย การพ่นยาฆ่าแมลง การพ่นยาฆ่าหญ้าและคนพ่น ล้วนทำด้วยมือคนอื่น ผมรู้สึกว่ากำลังบริหารโรงงานอะไรสักอย่าง มันเป็นเวลาร่วมครึ่งปีแล้วที่ผมมาทำสวนที่นี่ทว่าผมยังไม่ได้แม้แต่จะปลูกพืชผักกินเองสักต้นเลย


(จบความจากตอนที่แล้ว)

*************************************
 

เส้นทางสู่ความพอเพียง ตติยบท – เวลาแห่งการรอคอย
วันหนึ่งญาติบอกว่าจะลองปลูกผักก็ได้ ระบบท่อน้ำเดิมที่ฝังไว้ใต้ดินยังใช้ได้อยู่ แค่เชื่อมท่อหลักเข้าด้วยกันระบบน้ำก็จะใช้ได้แล้ว บ่ายวันนั้นแกพาไปที่ร้านเครื่องมือเกษตร

"เอาอีโบสี่นิ้วตัวนึง" อาบอกกับคนขาย

"เชี่ยไรวะเนี่ย?" ผมสบถกับตัวเองเมื่อได้ยินชื่ออุปกรณ์ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในชีวิต
.
.
.
ทันทีที่กลับมาแกให้ผมขุดดินเพื่อหาท่อขนาดสี่นิ้วที่ฝังอยู่ เมื่อพบท่อแกให้ขุดลงไปอีกคืบหนึ่งเพื่อให้มีพื้นที่พอสำหรับการเลื่อยและเชื่อมท่อเข้าด้วยกันอีกครั้งโดยมี "อุปกรณ์เชี่ยอะไรนั่น หรือ อีโบ" เป็นพระเอกในงานนี้ เมื่อการเชื่อมระบบสำเร็จ หัวสปริงเกอร์ที่เคยใช้ในแปลงผลไม้ก็พร้อมจะทำหน้าที่อีกครั้ง ด้วยความที่ระบบท่อในสวนเชื่อมกันทั้งหมดเวลาที่ผมรดน้ำมังคุดผักก็จะพลอยได้น้ำไปด้วย สิ่งเดียวที่ผมต้องทำเพิ่มคือเดินมาเปิดประตูน้ำอีกตัวเท่านั้น



 

ยีโบล์ท หรือ จีโบล์ท (GIBAULT) ข้อต่อยีโบลท์ เป็นข้อต่อที่ใช้สำหรับต่อท่อน้ำประปา มีประโยชน์ใช้ซ่อมท่อประปาที่แตก ตัวยีโบล์ทประกอบด้วยแหวนตัวกลาง สำหรับสวมตรงรอยต่อของท่อ ๑ วง แหวนประกับแหวนตัวกลางทั้ง ๒ ข้าง จำนวน ๒ วง ซึ่งทำด้วยเหล็กหล่อ มีสกรูสำหรับยึดแหวนประกับ และมีแหวนยางกันน้ำรั่วซึม จำนวน ๒ วง แหวนยาง ต้องเป็นยางคุณภาพดี เนื้อแน่น เหนียว ยึดหยุ่นได้ดี ขนาดเป็นไปตามมาตรฐานชั้นคุณภาพของข้อต่อยีโบลท์ รูปหน้าตัดของเส้นวงแหวนยางเป็นรูปกลมผิวเรียบสม่ำเสมอ


ข้อมูลจาก: http://nccn-cnt.dld.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=383:2014-04-18-04-57-27&catid=66:km-&Itemid=55

 

เนื่องจากผลไม้ถูกปลูกเป็นแถวในระยะ 4 x 4 ผมจึงต้องปรับหลุมผักของผมให้สอดคล้องกับระบบน้ำเดิมด้วยการทำแปลงผักเป็นวงกลมรอบหัวสปริงเกอร์ การปลูกแบบนี้จะต่างจากแปลงผักทั่วไปที่เป็นแถวยาว ๆ ที่น่าจะคุ้นตาคนทั่วไปมากกว่า ผมขุดแปลงผักซัก 10 หลุมเห็นจะได้ ผมมีความสุขมากกับการขุดดินทำแปลงผัก นี่เป็นหนึ่งในวันที่ผมมีความสุขที่สุดเมื่อมาอยู่ที่นี่ และก็เป็นไม่กี่ครั้งที่ผมรู้สึกว่าเราสามารถสร้างความมั่งคั่ง สร้างอนาคต ได้ด้วยมือของเราเอง ผมนึกถึงตอนประถมที่ครูให้ปลูกผักบุ้งหลังโรงเรียนในวิชาเกษตร หลังจากที่หว่านเมล็ดได้ไม่กี่อาทิตย์เด็ก ๆ ก็มีผักบุ้งกลับบ้าน ผมไม่รู้เลยว่าในปัจจุบันยังมีวิชาแบบนี้อยู่หรือไม่ ผมอยากให้เด็ก ๆ ใช้เวลาอันมีค่าของเขาไปกับการปลูกพืชผักแทนที่จะไปหมกตัวอยู่ในโรงเรียนกวดวิชา หรือหน้าจอโทรศัพท์

 

ผมเริ่มการเพาะปลูกด้วยเมล็ดผักทั่วไปที่หาซื้อได้ตามตลาด ผมโรยลงไปโดยตรงโดยไม่ทำการอนุบาลในถาดเพาะยกเว้นต้นมะนาวที่ผมปลูกด้วยต้นกล้า ผมรู้สึกว่าแฟนจะดูตื่นเต้นกับงานนี้พอสมควรและให้ผมส่งรูปไปให้เธอดูบ่อย ๆ จากนั้นเธอก็ตอบกลับมาเป็นกลอนว่า

 
๏ ผัก – อะไร ก็อร่อย ขวัญน้อยปลูก
โต – จนสุก ทั่วทุกแปลง แข่งกันเขียว
ยัง – มีฟัก ผักบุ้งจีน ในดินเดียว
คะ - น้าเขียว เปรี้ยวมะนาว สะเดาเดิม
เป็น – ใบหอม กะเพราะคละ โหระพา
กำลัง – ดี ผักชีจ๋า เอามาเสริม
ใจ – ยังรัก ถั่งฝักยาว เค้าคอนเฟิร์ม
ให้ – ได้เริ่ม ลงมือเอง ก็เจ๋งเลย ๚ะ๛

หลังจากนั้นไม่กี่วันพวกเราก็เริ่มเห็นยอดผักแทงขึ้นมา ในขณะที่ต้นมะนาวแทบจะไม่มีใบเหลือให้เห็นเนื่องจากหนอนผีเสื้อกินหมด ผมพยายามช่วยเท่าที่ทำได้ด้วยการจับหนอนออก แต่ทุกครั้งที่เดินกลับมาที่นี่ก็จะพบหนอนตัวใหม่เสมอ

 

ปลายเดือนมกราคมฝนตกแทบทุกวันทำให้ผมไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ ฝนทำให้มังคุดของผมดูสดชื่นมาก ดูแตกต่างจากช่วงอดน้ำอย่างสิ้นเชิง ฝนช่วยประหยัดค่าน้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำให้ผมได้มาก แต่ในขณะเดียวกันฝนก็ทำให้วัชพืชในแปลงผักเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เหตุที่ไม่ต้องรดน้ำผมจึงไม่ได้เดินมาที่แปลงผักเลยในช่วงนี้และเมื่อผมกลับมาอีกครั้งวัชพืชก็เข้ามาปกครองพื้นที่ทั้งหมดแล้ว เมื่อถอนหญ้าออกผมก็ยังคงมองไม่เห็นแม้แต่เงาของต้นกล้าที่ปลูกไว้ เห็นเพียงตั๊กแตนหน้าตากวนประสาทที่เหลียวมองผมอย่างเย้ยหยัน ผมพูดอะไรมาออกเมื่อเห็นสิ่งที่ผมตั้งใจทำที่สุดกลายเป็นสิ่งแรกที่ล้มเหลว ผมปลอบใจตัวเองว่า "อย่างน้อยที่สุดกูก็รู้แล้วว่าทำไมเกษตรกรถึงบ้าพ่นยากันจัง"

 

มีนาคม ๒๕๕๕
หลังจากการต่อสู้อันยาวนาน ในที่สุดผมก็ได้รับการยืนยันว่ารถกระบะที่ผมจองไปนั้นผลิตเสร็จแล้ว กว่าจะถึงวันนี้ก็ทุลักทุเลพอสมควร
อ่านเรื่องเต็มได้ที่
การมีรถเป็นของตัวเองทำให้ผมไม่ต้องรบกวนยืมรถญาติไปรับส่งแฟนที่นั่งรถตู้มาหาในช่วงวันหยุด และที่สำคัญที่สุดคือผมมีพาหนะที่จะนำผลผลิตออกไปขายเสียที อย่างไรก็ตามอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการขายผลไม้ก็คือตะกร้าพลาสติก ญาติบอกให้เตรียมไว้เยอะ ๆ เพราะในช่วงที่ผลผลิตของทุกสวนอยู่ในจุดสูงสุดสหกรณ์ที่รับซื้อสินค้าจะไม่สามารถคัดแยกผลไม้ได้ในวันเดียวกันทำให้เกษตรกรต้องมารับเงินค่าผลผลิตและตะกร้าคืนในวันรุ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงควรมีตะกร้าสำรองไว้เพื่อให้สามารถดำเนินการเก็บเกี่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

ผมสำรวจราคาตะกร้าจากร้านค้าหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก สุดท้ายผมก็ซื้อตะกร้ามา ๓๐ ใบ และเวลาสำคัญก็มาถึง ....... ผมจะต้องพิมพ์อักษรลงบนตะกร้า นึก ๆ ไปก็ขำเพราะตอนเด็ก ๆ เวลาเดินผ่านตลาดปากคลองผมเห็นตะกร้า เจ๊นู่น เจ๊นี่ เต็มไปหมด แต่ไม่เคยคิดสักนิดเลยว่าวันหนึ่งจะมีตะกร้าเป็นของตัวเอง ........ ในตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาชื่ออะไรดี เลยสั่งพิมพ์ไปอย่างซื่อ ๆ ว่า "ขวัญ + มังคุด"


"อ้าว แบบนี้ก็เอาลังไปใส่อย่างอื่น ไม่ได้นะสิ" ญาติผู้หญิงแซวเล่น ๆ แล้วกดดันให้ญาติอีกคนช่วยจัดพื้นที่ในห้องเก็บของเพื่อให้มีที่ว่างพอสำหรับของเล่นใหม่ของผม

 

งานประจำของผมยังคงเป็นการรดน้ำ แต่ด้วยความที่ปีนี้ฝนยังคงตกแม้ในหน้าแล้ง บางทีฝนก็ตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยขณะที่ผมกำลังรดน้ำทำให้งานรดน้ำเบากว่าที่ควรจะเป็น ญาติบอกว่าการที่ฝนตกสลับกับแดดออกแบบนี้จะทำให้ผลไม้โตและสุกเร็ว หากมีฝนหนักผมอาจสามารถหยุดการรดน้ำได้หลายวัน บางครั้งผมใช้โอกาสนี้กลับบ้านที่กรุงเทพฯ และบางครั้งญาติก็ไปทำธุระที่กรุงเทพฯ เช่นกัน การอยู่ในสวนเพียงลำพังไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตผมยากขึ้นก็คือผมจะต้องทำกับข้าวให้กับหมาบางแก้วทั้งฝูงของแก ส่วนหมาอื่นไม่ยากเท่าไร การให้อาหารของแกมีกรรมวิธีที่มากกว่าชาวบ้าน กล่าวคือแกจะซื้อซี่โครงไก่มาจำนวนหนึ่ง สับเป็นชิ้น ๆ นำไปต้มในหม้อใส่น้ำปลาและน้ำตาลจนได้กลิ่นที่พอใจ ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปราดบนอาหารเม็ดอีกที ทั้งกระบวนการใช้เวลาพอสมควร ที่ยากที่สุดก็คือการเอาใส่จานไปเสิร์ฟให้หมา เพราะต่างฝ่ายก็ต่างระแวงกัน



ผมก็เป็นคนประเภทที่เวลาหมาวิ่งไล่ผมจะวิ่งสวนกลับ ผมจะไม่หงอเมื่อมันขู่ผมแต่จะตะโกนข่มให้มันรู้ว่า "มึงอย่ามากร่างกับกู" ดังนั้นมิตรภาพระหว่างหมาบางแก้วกับผมจึงไม่มีแม้แต่ในจินตนาการ ดังที่เคยกล่าวไว้พวกนี้มันมักจะไล่กวดผมเวลาที่ผมเดินเข้าหรือออกจากบ้าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนผมสังเกตพฤติกรรมการไล่กวดของพวกนี้ได้ว่าไม่ว่าพวกมันจะไล่กวดกระต่ายหรือไล่กวดผม อีเป็ปซี่ กับไอ้โค้ก จะพุ่งตรงมาก่อน ส่วนไอ้ชิซึ่งเจ้าเล่ห์กว่าจะพุ่งเข้ามาข้างหลังในขณะที่เหยื่อกำลังชุลมุนกับหมาสองตัวแรก เมื่อมองเกมส์ออกผมจึงจัดการไล่กวดไอ้ชิในจังหวะที่มันแยกตัวออกมา แล้วจึงมาไล่กวดไอ้หมาสองตัวด้านหน้า ผมว่ามันคงจะเกลียดผมพิลึกที่คนบางพลัดอย่างผมทำให้หมาบางแก้วเสียหมาได้ขนาดนี้ แต่ถ้าผมไม่สู้ผมก็คงจะมีหมาพวกนี้เป็นนายอยู่เรื่อยไป
.
.
.
เมื่อสถานการณ์พลิกผัน หมาพวกนี้จะอยู่นอกรัศมีบ้านในเวลาที่ผมอยู่คนเดียวราวกับว่ามีใครได้ขีดเส้นพรมแดนเอาไว้ มีเพียงฟ้าเท่านั้นที่จะทำให้พวกมันแหกกฎข้อนี้ ในเวลาฝนตกและฟ้าร้องดังหมาที่ดุร้ายจะกลายเป็นลูกแมวไปในทันที พวกหมาบางแก้วจะวิ่งเข้าบ้านมานอนขดอยู่กับสิ่งมีชีวิตจากบางพลัด ผมซึ่งนั่งกินข้าวอยู่ก็ทำอะไรไม่ถูกเมื่อถูกหมาพวกนี้ลืมความเกลียดชังเอาเสียเฉย ๆ พวกมันจะไม่ไปไหนทั้งสิ้นตราบใดที่ยังมีเสียงฟ้าร้อง ส่วนผมเองก็ขยับตัวไปไหนไม่ได้เหมือนกันเพราะกลัวขาจะขาด แต่ทันทีฝนหยุดพวกมันก็กลับมาเล่นละครบทเดิมอีกครั้ง.......

 

*************************************


 

เมษายน ๒๕๕๕
หลายสวนได้เริ่มเก็บมังคุดมาพักหนึ่งแล้ว ราคามังคุดเมื่อเดือนก่อนตกกิโลละร้อยกว่าบาท คนกลางรับซื้อโดยไม่มีการคัดเกรดตามน้ำหนักและลักษณะผิว วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๕ ผมขายมังคุดเป็นครั้งแรกได้เงิน ๓๑๗ บาทจากมังคุดไม่กี่กิโล ราคามังคุดในขณะนั้นอยู่ที่ ๗๐ – ๕๐ – ๒๗ บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปลักษณ์ภายนอก ผมจ่ายค่าแรงให้คนงาน ๒๐๐ บาท ตามค่าแรงขั้นต่ำในชุมชน มังคุดในช่วงแรกยังน้อยอยู่ผมจึงทิ้งช่วงอีก ๔ วันก่อนทำการเก็บเกี่ยวครั้งต่อไป


 

เริ่มแรกญาติพาผมไปขายที่สหกรณ์ซึ่งอยู่บนถนนสุขุมวิทฝั่งขาออกจากตราดแต่เป็นฝั่งขาเข้าหากจะไปกรุงเทพ! ผมมีความรู้สึกที่เป็นบวกกับความเป็นสหกรณ์แต่ก็อดกังขาไม่ได้กับระบบการชั่งและการคัด เมื่อผมนำรถไปจอดคนงานจะนำตะกร้าผลผลิตหลังรถลงไปที่จุดคัด จากนั้นพวกคนงานจากประเทศเพื่อนบ้านผู้เคยยิ่งใหญ่ก็จะเริ่มการคัดตามเกณฑ์ที่สหกรณ์เป็นคนกำหนดวันต่อวัน คนงานบางคนก็มาใหม่คัดไม่ค่อยถูกและต้องคอยหันไปถามเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อย ๆ เมื่อการคัดสิ้นสุดคนงานก็จะยกขึ้นตาชั่งจากนั้นก็จะมีคนมาจดน้ำหนัก ผมว่ามันไม่ค่อยจะตรงไปตรงมาเสียเท่าไร ในการชั่งคนงานจะต้องหักน้ำหนักของตะกร้าออกก่อนจดบันทึก แน่นอนว่ามันย่อมจะต้องมีเศษแต่ผมไม่เคยเห็นเขาจดเป็น .๑, .๒ หรือ .๓ เลย มีแต่ .๕ กับ .๐ ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้ พวกเขาแค่มองอย่างรวดเร็วก่อนหักน้ำหนักออกแล้วจดตัวเลขลงบนกระดาษ วันนี้ผมกำลังเอาผลผลิตที่ออกเพียงปีละครั้งและเป็นรายได้เพียงอย่างเดียวมาแขวนอยู่บนตาชั่งเอียง ๆ ที่นี่




ผมเริ่มมองหาล้งอื่นที่ดูน่าเชื่อถือมากกว่านี้ และวันหนึ่งระหว่างทางจากสหกรณ์กลับสวนผมก็ดุดตากับล้งเอกชนขนาดใหญ่บนถนนใกล้สวน ผมจึงแวะเข้าไปสอบถามเรื่องการซื้อและสังเกตระบบการทำงานในนั้น ที่นี่ดูแตกต่างจากสหกรณ์พอสมควรเริ่มตั้งแต่การรับซื้อ ทันทีที่รถนำผลผลิตมาส่งคนงานก็จะเริ่มการชั่งน้ำหนักในรอบแรก คนจดน้ำหนักจะนั่งบนเก้าอี้เตี้ยให้สายตาทำมุมฉากกับหน้าปัดตราช่าง มีการจดเศษทศนิยมตามที่ปรากฏบนหน้าปัด ต่างจากสหกรณ์ที่คนจดยืนดูอยู่ห่าง ๆ ปัดเศษทศนิยมลงเป็น .๐ กับ .๕ เท่านั้นอีกทั้งยังทำการชั่งแค่รอบเดียว เมื่อจดน้ำหนักรอบแรกเสร็จพวกเขาก็จะทำการคัด จากนั้นก็จะรวมน้ำหนักทั้งหมดแล้วส่งให้เกษตรกรตรวจสอบว่าตรงกับน้ำหนักตอนที่ชั่งในตอนแรกหรือไม่ จากนั้นจึงจ่ายเงินค่าผลผลิต ผมถามที่นี่ว่าจะรับซื้อจนถึงเมื่อไร พวกเขาตอบว่าจะรับซื้อจนลูกสุดท้าย

 

ถึงแม้ล้งเจ๊นี่จะดูดีกว่าแต่ผมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนมาขายให้ที่นี่อย่างเต็มตัว ผมมักโทรถามราคาจากผู้รับซื้อก่อนตัดสินใจขาย หลายที่ไม่ตอบหรือทำลีลามากกว่าจะตอบ ส่วนล้งเจ๊นี่ตอบทุกครั้ง ผมรู้สึกว่าที่นี่จริงใจมากกว่าจึงขายให้ที่นี่ตลอดนับตั้งแต่นั้น

 

หลายคนบอกว่ามังคุดปีนี้ออกน้อยกว่าปีก่อน ผมจึงคาดว่าราคามังคุดน่าจะดี แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากในปีนี้ล้งรับซื้อผลไม้หลายแห่งก็ไม่เปิดทำการเสียเฉย ๆ เหลือเพียงเจ้าใหญ่ ๆ ที่มีศักยภาพในการส่งออกและเจ้าเล็ก ๆ ที่เป็นลิ่วล้อรับซื้อจากชาวสวนและส่งให้ล้งขนาดใหญ่อีกที ด้วยความที่มังคุดใช้เวลาร่วมสามเดือนในการพัฒนาผลพ่อค้าคนกลางจึงมีเวลาเหลือเฟือในการประเมินผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ล่วงหน้าว่าควรจะรับการสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศในปริมาณเท่าไร ดังนั้นถึงแม้ว่าปริมาณผลผลิต (Supply) จะไม่มาก แต่หากว่าคนกลางรับออเดอร์จากต่างประเทศมาน้อยราคาผลผลิตก็จะถูกกระทืบลงได้อย่างง่ายดาย มังคุดที่ถูกรับซื้อส่วนหนึ่งจะถูกส่งออกไปต่างประเทศ ส่วนเกรดเหลือเดนจะถูกคัดมาขายคนไทยและประเทศเพื่อนที่อยู่ปลายถนนสุขุมวิท เนื่องจากตลาดในประเทศเป็นเพียงตลาดเล็กการรับออเดอร์ส่งออกจึงมีผลมากต่อราคารับซื้อผลผลิต ความที่พ่อค้าคนกลางมีอำนาจในการกำหนดปริมาณผลผลิตที่ต้องการรับซื้อ (Demand) กลไกการตลาดของ Adam Smith ที่ควรจะถูกขับเคลื่อนด้วยมือมองไม่เห็น (Invisible hand) จึงกลายเป็นง่อยไปในทันที

 

กลับมาที่สวนอีกครั้ง ญาติบอกว่าผมเก็บมังคุดเองไม่ได้ต้องให้คนงานมาเก็บ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเพราะชาวบ้านก็มีสองขาหน้าอย่างที่ผมมี แต่พอได้ลองเก็บดูก็รู้สึกว่ายากอย่างที่แกพูด อย่างไรก็ตามคิดว่าหากทำบ่อย ๆ ก็คงจะชำนาญขึ้นเอง ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วว่าแกตกลงกับคนปลูกพริกว่าไหน ๆ ก็ไม่คิดค่าเช่าพริกแล้วพอถึงหน้ามังคุดก็ช่วยมาเก็บผลผลิตด้วย คำว่า "ช่วย" นี้ไม่ใช่การขอแรงฟรี แต่เป็นการจ้างตามปรกติ

 

และวันหนึ่งสิ่งที่ไม่อยากจะเกิดก็ เสือก เกิด จู่ ๆ ลูกชายคนปลูกพริกก็ไม่มาเก็บมังคุดเสียเฉย ๆ อาโกรธมากและขับรถไปที่บ้านแกทันที ผมไม่ได้ไปด้วยแต่ก็พอจะเดาได้ว่าอาจะพูดอะไร สักพักคนปลูกพริกกับกับลูกชายก็ขี่รถเครื่องมาที่สวน

 

รอดแล้วกู (ผมนึกในใจ)

 

แต่มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นเสียทีเดียว น้าสุวรรณต่อรองเรื่องค่าแรงเก็บมังคุดจาก กิโลละ ๓ บาท เป็น ๔ บาท แบบดื้อ ๆ ญาติผมพูดอะไรไม่ออกจึงได้แต่บอกว่า "ได้แต่ถ้าเก็บลูกเสียมาจะหักตังนะ" อย่างไรก็ตามเรายังคงจ่ายแบบเหมาตามค่าแรงขั้นต่ำอยู่เนื่องจากในช่วงแรกของการเก็บเกี่ยวปริมาณผลผลิตยังคงไม่มาก

 

จากนั้นไม่นานปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราปรับการเก็บเกี่ยวมาเป็นแบบวันเว้นวัน ช่วงปลายเดือนเมษายนเราเริ่มการจ่ายค่าแรงตามน้ำหนักที่เก็บได้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับคนเก็บมังคุด ผลผลิตที่มากขึ้นทำให้คนเก็บพริกและลูกสาวเอาเมียและลูกสาวมาช่วยเก็บด้วย ถึงกระนั้นก็ตามก็ดูเหมือนว่าจะเก็บไม่ทัน ญาติของผมจึงให้คนงานของแกอีกสองคนมาสมทบในตอนบ่าย

 

ปริมาณผลผลิตในสวนช่วงนี้ตกอยู่ประมาณ ๑๐๐ กิโลกรัมเศษ ๆ ต่อการเก็บเกี่ยวแบบวันเว้นวัน ในเดือนพฤษภาคมปริมาณผลผลิตได้ทะยานขึ้นจนถึง ๓๐๐ กิโลกรัมต่อวัน บางวันเราเก็บได้มากกกว่า ๕๐๐ กิโลกรัม! ผมควรจะดีใจมากกับปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มหาศาลถึงเพียงนี้ แต่ทันทีที่มังคุดมีมากขึ้นล้งผลไม้ (Fruit Sorting Station) ก็จะงัดกลยุทธการทำสวนบนหลังคนขึ้นมาใช้ในรูปของกลไกการคัดผลไม้ 





การซื้อเหมา การคัด และการผูกขาดทางการค้า – กลไกอุบาทว์ที่ผู้บริโภคไม่เคยรับรู้
ในช่วงต้นฤดู (มีนาคม – ต้นเดือนเมษายนโดยประมาณ) ล้งรับซื้อผลไม้หรือสหกรณ์ จะเปิดรับซื้อมังคุดในราคาที่สูงมาก (อาจมากกว่า ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม) โดยไม่มีการคัดเกรด พวกเขาจะรับซื้อทุกผลผลิตทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงขนาดและรูปร่างหน้าตา ผู้รับซื้อทุกเจ้าจะตั้งราคาแข่งกันเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวสวนส่งผลผลิตให้พวกเขา เป็นที่เข้าใจว่าหากส่งผลผลิตให้ที่ไหนแล้วก็ต้องส่งที่นั่นจนจบฤดู หากขาดส่งเกินสามวันล้งผลไม้ก็จะไม่รับซื้ออีกต่อไป


เมื่อผลผลิตเพิ่มมากขึ้นล้งรับซื้อก็จะเริ่มดำเนินกลไกอุบาทว์ นั่นก็คือการคัดผลไม้ สำหรับคนทั่วไปมังคุดอาจมีเพียงลูกที่กินได้กับลูกที่แข็งโคตรพ่อโคตรแม่ แต่สำหรับหรับคนกลางแล้วพวกเขาแบ่งออกมังคุดออกได้ถึง ๗ - ๙ เกรด ประกอบด้วย มันร้อย (มันใหญ่), มันเล็ก, มันลาย, มันจิ๋ว, กาก (พวกเขาพยายามจะสื่อว่าผิวมังคุดเหมือนเป็น "ขี้กลาก" แต่สะกดไม่ถูก),  ตกไซร้ (ผมเองก็สงสัยเช่นเดียวกับท่านว่าทำไมต้อง "ไซร้" แบบนั้น), ดอกดำ และแตก แต่ละอย่างมีลักษณะภายนอกที่คนคัดมโนขึ้นดังนี้
        




มันร้อย (มันใหญ่) – มีขนาด ๘๐ กรัมขึ้นไป แต่เอาเข้าจริงคนคัดเลือกเอาแต่ลูกที่ใหญ่กว่านั้นมากกกกก คำว่า "มัน" หมายความว่ามังคุดจะต้องไม่มีตำหนิเลยแม้แต่นิดเดียว นี่รวมถึงส่วนที่ไม่น่าจะมีมนุษย์คนไหนคิดจะแดกรับประทาน เช่น "ขั้ว" หรือ "หู" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากเพราะขั้วมังคุดจำนวนไม่น้อยก็จะมีจากการสอย การถ่ายลงตะกร้า และการขนส่ง นอกจากนั้นขั้วที่ไม่มีตำหนิเลยยังหมายถึงการพ่นยาฆ่าแมลงตั้งแต่มังคุดเริ่มผลิดอกต่อเนื่องไปตลอดระยะพัฒนาผล มังคุดผิวมันจะต้องถูกเก็บในระยะสายเลือด (blood line) คือเริ่มมีจุดแดง ๆ (ที่มนุษย์ทั่วไปแทบจะมองไม่เห็น) ปรากฏขึ้นบนเปลือกที่ยังคงเขียวอยู่ ประมาณหนึ่งสับดาห์หลังการเก็บเกี่ยวมังคุดสายเลือดจะกลายเป็นมังคุดสุกที่หมาไม่แดกไร้รสชาติและเปี่ยมสารพิษ แม้เปลือกจะกลายเป็นสีเกือบดำเมื่อสุกแต่คือขั้วจะเหี่ยว/หงิก ๆ หรือเป็นสีน้ำตาลเนื่องจากถูกเก็บเกี่ยวมานานแล้ว


มันเล็ก – ไร้ตำหนิและฉาบด้วยยาพิษเหมือนมันใหญ่ทุกประการแต่มีขนาดเล็กกว่า


มันลาย – ก็คือมังคุดมันใหญ่ดี ๆ นี่เอง แต่อาจมีตำหนิที่ผิวบ้าง อย่างไรก็ตามตำหนินี้แทบจะมองไม่เห็นเมื่อมังคุดสุก บางทีผมก็รู้สึกว่ามันลายก็คือมันใหญ่ที่ถูกจัดให้เป็นมันลายเฉพาะตอนคัด เวลาส่งออกพวกล้งก็จับมารวมกับมันใหญ่แล้วบรรจุไปในกล่องเดียวกัน


มันจิ๋ว – เป็นลูกมันที่มีขนาดเล็กและเปี่ยมสารพิษ

ขี้กาก – เป็นมังคุดที่ผิวไม่สวยเนื่องจากถูกเพลี้ยรบกวน บางล้งคัดเป็นสองเกรดคือ กากเล็ก และกากใหญ่




ตกไซร้ – เป็นมังคุดที่ไซร้ไม่ได้เรื่อง เอ้ย....เป็นมังคุดที่มีตำหนิที่หู/ขั้ว หรือ เปลือกเริ่มเป็นสีแดง หรือ เปลือกมียางซึมออกมาภายนอกเล็กน้อย หรือ เปลือกบางส่วนมีตำหนิเป็นรอยด้านจากเพลี้ยแป้ง หรือ เหี้ยไรก็ได้ที่พวกแม่งเขาจะหาเรื่องกดราคา


ดอกดำ – ไม่ว่ามังคุดจะมีขนาดเท่าไร ผิวสวยแค่ไหน แต่หากเปลือกมีสีเข้ม (สุกคาต้น) หรือผิวมีตำหนิมากก็จะถูกจัดเป็นเกรดนี้ มังคุดขนาดเล็กก็จะอยู่ในกลุ่มนี้ ตลกร้ายคือมังคุดดอกจำนวนไม่น้อยกลับมีรสชาติดีกว่ามังคุดมันร้อยเสียอีก
        

แตก – มังคุดที่ถูกฝนจนน้ำซึมผ่านเข้าไปในเปลือก ทำให้เนื้อเกิดการบวมแข็งและขยายตัวจนเปลือกมีรอยปริ หรือขยายตัวจนไปเบียดกับท่อยางในเปลือกแตก ภายนอกอาจมองไม่เห็นยางแต่ยางจะซึมลงไปในผล จุดสังเกตคือเปลือกจะแข็งมาก




*มังคุดที่ขายอยู่ในประเทศส่วนใหญ่คือมังคุดขี้กาก ดอกดำ และแตก (ภาพประกอบด้านล่างถ่ายจากห้างตราดอกบัว)




หัวใจสำคัญของการคัดมังคุดการพยายามจำแนกให้มากที่สุดเพื่อกดราคารับซื้อ มันเป็นเรื่องน่าขันอย่างยิ่งที่ราคามังคุดที่เก็บจากต้นเดียวกันในวันเดียวต่างกันอย่างสิ้นเชิง


 


 

โปรดติดตามต่อภาค ๔

Wednesday, September 10, 2014

เส้นทางสู่ความพอเพียง ทุติยบท – บนเส้นทางที่ไม่ได้เลือก


ผมมาอยู่ที่นี่ได้ครึ่งปีแล้ว แต่จนถึงวันนี้สิ่งที่ผมทำอยู่กับสิ่งที่ผมอยากจะทำยังคงเป็นดั่งเส้นขนาน และยิ่งมาเจอการทำงานแบบนั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ถูก หลายครั้งผมจึงกลับมาถามตัวเองว่ากำลังทำเชี่ยอะไรอยู่ที่นี่

 

แต่อย่างไรผมก็เลือกที่จะเดินทางสายนี้แล้ว การถอยออกกลางคันย่อมไม่ใช่หนทางของผมอีกเช่นกัน ผมจึงมุ่งหน้าต่อไปในเส้นทางที่ผม....
.
.
.
ไม่ได้เลือก...

 

ถึงแม้อุดมการณ์จะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ญาติครอบครัวนั้นก็เป็นผู้มีบุญคุณของผม แกให้ความช่วยเหลือทุกเรื่องทำกับข้าวให้กิน พาไปรู้จักคนและสถานที่หลายแห่ง ให้คำแนะนำเรื่องต่าง ๆ มากมาย ให้ยืมเครื่องมือสารพัดโดยเคยไม่มีทีท่ารังเกียจแม้แต่น้อย


 

*************************

 

ช่วงนี้ผมทำงานในแปลงมังคุดวันละ ๔ ชั่วโมงเศษ ๆ คือ รดน้ำในตอนเช้า ส่วนตอนบ่ายก็จะทำเรื่องอื่น ๆ เช่น เขียนบล็อก รับจ้างแปลหนังสือ/เอกสาร และงานอาสาตรวจหนังสือ ส่วนบางวันผมก็ออกไปขี่จักรยานหรือไม่ก็วิ่งออกกำลังรอบสวน




 

วันหนึ่งผมได้หนังสือ "คุยเฟื่องเรื่องมังคุด" ซึ่งเป็นคู่มือการทำสวนมังคุดที่สถานีวิจัยพืชสวนพิมพ์แจก ผมอ่านไปสามบรรทัดก็พอจะเข้าใจได้ว่าบริษัทเคมีเกษตรเป็นนายทุนให้กับการวิจัยและตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ การหว่านพืชหวังผลของเกษตรกรเป็นฉันใด การให้ทุนของบริษัทเอกชนก็คงจะเป็นฉันนั้น หนังสือเล่มนี้สอดแทรกเรื่องปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และฮอร์โมนสังเคราะห์แทบจะทุกย่อหน้าจนบางทีผมนึกว่ากำลังอ่านแคตตาล็อกเคมีเกษตรอยู่ ครึ่งหลังของคู่มือเป็นโฆษณาสารเคมีแบบตรง ๆ พร้อมโฆษณาชวนเชื่อแบบควาย ๆ แต่คนก็เสือกเชื่อ คู่มือเล่มนี้จึงทำให้ผมถึงบางอ้อว่าเพราะเหตุใดเคมีเกษตรจึงเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตมากในบ้านเรา ในขณะที่การเกษตรอินทรีย์กลับไม่เติบโตเท่าที่ควร











 

แน่นอนว่านักวิจัยคงไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหาร ถึงแม้ว่าหลายครั้งผมจะเชื่อแบบนั้น พวกเขามีชีวิตอยู่ด้วยเงินที่ได้รับทุกปลายเดือน พวกเขานำเงินที่ได้ไปแลกเปลี่ยนเป็นอาหารอีกทีหนึ่ง นอกจากอาหารแล้วพวกเขายังต้องการเงินเพื่อไปซื้อสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นอื่น ๆ ด้วย ยิ่งมีเงินมากเท่าไรพวกเขาก็จะสามารถตอบสนองความต้องการในการบริโภคได้มากขึ้นเท่านั้น พวกเขาจะมีเงินมากขึ้นและมีความเจริญก้าวหน้าทางวิชาชีพหากมีผลงานวิจัย แต่งานวิจัยจะเกิดขึ้นไม่ได้โดยปราศจากเงินทุนเช่นกัน นี่เองที่เป็นช่องให้บริษัทเคมีเกษตรทั้งหลายให้เงินทุนสนับสนุนการทำวิจัย จึงไม่ต้องคิดเลยว่างานวิจัยนั้นทำไปเพื่อใครกันแน่

 

ปี 2554 ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ไทยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นอันดับที่ 5 ของโลก คือ 0.86 กิโลกรัมต่อเฮกเตอร์ โดยอันดับที่ 1 - 4 ได้แก่ ฝรั่งเศส เวียดนาม สเปน และบราซิล
ส่วนรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่า ไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่นำเข้าสารเคมีทางการเกษตรสูงเป็นอันดับ 1
เดือนกรกฎาคม 2554 มีการสุ่มตรวจสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานในผักและผลไม้จาก 70 ประเทศที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ปรากฏว่าสินค้าจากประเทศไทยมีสารพิษตกค้างสูงสุดเป็นอันดับ 1 และถูกตรวจพบบ่อยครั้งที่สุดในโลก


 

หากศึกษาการเมืองไทยสักนิดก็จะพบกับความจริงอันไม่น่ารับฟังว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของบ้านเรานั้นถูกผูกขาดโดยพรรคการเมืองพรรคเดียวมาโดยตลอด ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นรัฐบาลพรรคนี้ก็จะขอจับจองกระทรวงนี้แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นจึงอย่าได้หวังความสุจริตโปร่งใสใด ๆ จากที่นี่ ผลประโยชน์จากการจำหน่ายเคมีภัณฑ์เกษตรนั้นมหาศาลมาก และบริษัทพวกนี้ก็มีเงินและกำลังมากพอที่จะให้หน่วยงานรัฐจัดตั้งหน่วยงานแปลก ๆ ขึ้นมา เช่น สำนักวิจัยพัฒนาการ อารักขาพืช เพื่อมารับใช้พวกนี้อีกทอดหนึ่งด้วยการแนะนำให้เกษตรกรใช้สารเคมีที่บริษัทพวกนี้จำหน่าย แทนการปลูกพืชอย่างผสมผสานเพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพอันจะนำไปสู่กลไกควบคุมศัตรูพืชตามธรรมชาติ

 

*****************************

 

ช่วงต้นปีญาติพาผมไปซื้อต้นกล้าสำหรับปลูกป่าในพื้นที่ว่างเมื่อฤดูฝนมาถึง แกสอนการผสมดินและการย้ายต้นกล้าลงถุงใหม่ แกบอกว่าต้นกล้าที่ซื้อมาปลูกในดินที่ไม่ดีและถุงก็มีขนาดเล็กมาก การย้ายลงถุงใหม่จะทำให้ต้นกล้าเติบโตได้ดีกว่าและจะมีอัตรารอดสูงเมื่อเอาลงดิน ส่วนผสมของดินใหม่คือ ดิน (ก็แหงอยู่แล้ว) แกลบ อุจจาระกระบือ และถ่าน ณ บัดนั้นผมไม่เข้าใจว่าจะใส่ถ่านไปทำพระแสงอะไร แต่ก็ได้คำตอบในภายหลังว่าเพื่อลดความเป็นกรดในดิน 
 




 

นอกจากเตรียมกล้าแล้วผมก็จะต้องเตรียมไม้หลักไว้ประคองต้นในช่วงแรก และเป็นสัญลักษณ์ให้ระวังเวลาตัดหญ้า ถ้าอยู่กรุงเทพผมคงขับรถไปซื้อแต่ที่นี่ผมต้องทำเองทั้งหมด.....แค่พันกว่าอันเท่านั้น

 



อีกงานที่ผมต้องเร่งมือทำคือโรงรถสำหรับรถกระบะที่ได้จองไว้ ผมพยายามจะให้ประหยัดที่สุดจึงใช้ไผ่ในสวนมาทำเป็นเสาและคลุมด้วยผ้าใบพลาสติกที่ซื้อมาจากตลาด ด้วยความที่ผมอ่อนประสบการณ์ญาติจึงขอให้คนปลูกพริกในสวนมาช่วย งานนี้ไม่ยากและทำเสร็จในเวลาเพียงสองวัน



 



สวนของญาติไม่ได้ขายพริก แต่มีคนมาขอเช่าที่เพื่อปลูกพริก แกใจดีให้ใช้พื้นที่โดยไม่คิดค่าเช่า บอกเพียงแค่ว่าตอนหน้ามังคุดให้มาช่วยเก็บหน่อย (แต่ก็จ่ายค่าจ้างตามปรกติ) ปีนั้นพริกราคาดีมากด้วยอานิสงส์จากน้ำท่วมภาคกลางและภาคเหนือ ขนาดราคาส่งยังขายได้ถึงกิโลละ ๒๐๐ บาท คนปลูกพริกบอกให้ญาติและผมเด็ดกินเล่นได้ตามสบาย แต่เราทั้งสองคนไม่คิดแม้แต่จะแตะเพราะเห็นแกพ่นยาฆ่าคนถี่ ๆ แทบทุกวันเนื่องจากฝนตกบ่อย ตามปรกติพืชผักที่ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงจะต้องเว้นระยะสักพักเพื่อให้สารพิษสลายตัว แต่ผมได้ประจักษ์กับตาตัวเองแล้วว่าผักที่ขายกันอยู่ทั่วไปนั้นหาความปลอดภัยไม่ได้เลย และเมื่อไปซื้อที่ตลาดหลายครั้งผักหลายชนิดก็จะถูกม้วนใส่หนังสือพิมพ์เพื่อให้สารตะกั่วจากหมึกซึมเข้าไปให้คนกินตายเร็วขึ้น การปนเปื้อนเกิดขึ้นตลอดกระบวนการจากสวนสู่จาน เวลาทำกับข้าวเราล้างกันดีแค่ไหน หรือหากซื้อกับข้าวตามร้านแม่งจะล้างให้กูไหม... ดังนั้นผมจึงเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพืชอย่างญาติของผมจึงแทบจะไม่กินผักจากตลาดเลย

 

หลายสวนแถวนี้นิยมให้คนเช่าพื้นที่เพื่อปลูกไม้เล็ก เช่น พริก หรือ สับปะรด ใต้ต้นยางพาราที่อายุน้อย งานนี้เจ้าของที่ได้ประโยชน์ ๓ เด้งคือ ได้ค่าเช่าที่ ได้ปุ๋ยให้กับต้นยาง และได้คนมาจัดการกับหญ้าให้

 

*****************************

 

เมื่อถึงกำหนดญาติให้ผมไปซื้อปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง พร้อมคนพ่น และคนกิน ญาติโทรนัดคนพ่นยาให้มาในวันที่กำหนด สอนให้ผมตวงสารเคมีและแบ่งออกเป็นถุง ๆ เพื่อให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องและง่ายเมื่อนำไปใช้

 

การพ่นยาแต่ละครั้งจะห่างกัน ๒ – ๓ อาทิตย์ การพ่นยาจะเริ่มขึ้นในตอนเช้าประมาณ ๗ โมงเพื่อให้งานเสร็จในวันเดียว งานนี้เริ่มต้นด้วยการสูบน้ำจากบ่อลงถัง ๑,๐๐๐ ลิตรที่ตั้งอยู่บนรถกระบะ ถังนี้จะต่อกับเครื่องพ่นยาที่อยู่ท้ายรถ หน้าที่ของผมคือไปดูว่าคนพ่นใส่ปุ๋ยและยาถูกต้องตามสัดส่วนหรือไม่ และดูด้วยว่าคนพ่นยาไม่ได้แอบจิ๊กปุ๋ยกลับบ้าน เมื่อผสมยาเสร็จรถพ่นยาก็จะขับไปจอดบนถนนกลางสวน จากนั้นคนงานก็จะเดินลากสายยางยาว ๒๐๐ เมตร ๒ เส้นเข้าไปในแปลง ระหว่างการทำงานจะมี ๒ คน ทำหน้าที่พ่น กับอีก ๒ คนทำหน้าที่ลากสายยางนั้น 


ภาพจาก www.kasetporpeang.com


การพ่นยาแบบนี้เป็นอันตรายกับคนพ่นมาก แต่พวกเขาก็พ่นไปดูดบุหรี่ไปอย่างไม่กลัวตายในขณะที่ผมต้องปิดบ้านทั้งหลังแล้วหลบไปอยู่ที่มุมอื่นของสวนเพราะรู้สึกปวดหัวมากเมื่อได้กลิ่น ผมไม่เห็นด้วยที่เราจะต้องจ้างคนอื่นมาทำงาน "เลว ๆ" แบบนี้ เราพ่นยาให้มังคุดผิวสวยเพื่อให้เวลาขาย เกือบ จะได้ราคาดี แต่คุณภาพโคตรห่วย ......สิ่งมีชีวิตในสวน เช่น นก หนอน แมลง สัตว์เลื้อยคลานล้วนต้องสังเวยชีวิตเพื่อสิ่งนี้........... เราทำการเกษตรเพื่ออะไร?


 



ตลกร้ายของงานนี้คือน้ำที่กินที่ผมใช้มาจากบ่อที่อยู่กลางแปลงมังคุด ถึงแม้อาจะกำชับคนพ่นยาว่าไม่ต้องพ่นต้นที่อยู่รอบบ่อน้ำ แต่ผมว่างานนี้ไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง หากมองในภาพรวมสวนผลไม้ สวนผัก และสวนยางเกือบทั้งจังหวัดแม่งพ่นยาและใส่ปุ๋ยเคมีกันหมด ผืนดินสีเขียวแทบทุกอณูถูกฉาบไปด้วยสารพิษนานาชนิดอย่างต่อเนื่องหลังการปฏิวัติเขียว เมื่อฝนตกสารพิษที่ตกค้างจำนวนมหาศาลจะไหลลงแหล่งน้ำรอบพื้นที่การเกษตรและในที่สุดก็จะไหลลงสู่ป่าชายเลนที่เชื่อมกับทะเล หากท่านคิดว่าอาหารทะเลสะอาดปลอดภัย................โปรดคิดใหม่


 

ญาติปลูกมะละกอแซมไว้หลายจุดในแปลงมังคุด ทุกครั้งที่คนพ่นยาพวกนี้เข้ามามะละกอที่ปลูกไว้ก็จะไม่เหลือลูกสักต้น พวกเขาเก็บโดยไม่เคยขอ และเก็บโดยไม่เคยคิด ........... พวกเขาเก็บมะละกอทุกลูกที่เห็น โดยไม่ปล่อยให้สุกคาต้นเพื่อทิ้งเมล็ดไว้บ้างแม้เพียงลูกเดียว หากมะละกออยู่สูง พวกแม่งก็จะใช้ตีนเก็บ.....คือ ถีบต้นมะละกอลงมาเสียเฉย ๆ มะละกอที่ปลูกแซมในแปลงมังคุดสูญพันธุ์ทันทีที่พวกเขาจากไป พฤติกรรมของคนพวกนี้ทำให้ผมนึกถึงนิทานชาดกเรื่องพระมหาชนกที่คนชอบกินมะม่วงแต่ทำลายต้นมะม่วง พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องนี้มากว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว แต่จนถึงวันนี้หลายคนยังคงมองเพียงประโยชน์เบื้องหน้าโดยไม่เฉลียวถึงความยั่งยืนในอนาคตเลยแม้แต่น้อย




 

การปฏิวัติเขียว เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเริ่มต้นถ่ายทอดเทคโนโลยี (ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ ๑๙๔๐ จนถึงช่วงท้ายของทศวรรษ ๑๙๖๐) ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตการเกษตรทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดในช่วงท้ายของทศวรรษ ๑๙๖๐ การปฏิวัตินี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย Norman Borlaug หรือ "บิดาแห่งการปฏิวัติเขียว" ผู้มีชื่อว่าได้ช่วยเหลือผู้คนนับพันล้านจากให้รอดพ้นความอดอยากด้วยการพัฒนาพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง การขยายโครงสร้างการชลประทาน การปรับเทคนิคการบริหารให้ทันสมัย การแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ผสม (hybridized seeds) ปุ๋ยสังเคราะห์ และยาฆ่าแมลงให้กับเกษตรกร

 
คำว่า "การปฏิวัติเขียว" ถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี ๑๙๖๘ โดย William Gaud ผู้อำนวยการ United States Agency for International Development (USAID) ที่กล่าวถึงการเผยแพร่ของเทคโนโลยีใหม่นี้ว่า "การพัฒนานี้และอื่น ๆ ในวงการเกษตรนำไปสู่การปฏิวัติใหม่ นี่ไม่ใช่การปฏิวัติด้วยความรุนแรงหรือ การปฏิวัติแดง ที่เกิดขึ้นในโซเวียต และนี่ก็ไม่ใช่ การปฏิวัติขาว ดังที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ผมขอเรียกสิ่งนี้ว่า การปฏิวัติเขียว"
(แปลมาจาก wikipedia.org โดยผู้เขียน)

 

 
Norman Borlaug
ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
(Nobel Peace Prize 1970)
.
.
.
เช่นเดียวกันกับ Paul Müller ผู้คิดค้น DDT (1948)

 

 

***********************

 

ผมรู้สึกแปลก ๆ กับการทำสวน ช่วงนั้นงานในแปลงมังคุดอย่างเดียวที่ผมทำด้วยตัวเองคือ การติดเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อรดน้ำและเดินตรวจการจ่ายน้ำของสปริงเกอร์ ส่วนงานที่เหลือไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ย การพ่นยาฆ่าแมลง การพ่นยาฆ่าหญ้าและคนพ่น ล้วนทำด้วยมือคนอื่น ผมรู้สึกว่ากำลังบริหารโรงงานอะไรสักอย่าง มันเป็นเวลาร่วมครึ่งปีแล้วที่ผมมาทำสวนที่นี่ทว่าผมยังไม่ได้แม้แต่จะปลูกพืชผักกินเองสักต้นเลย


 

โปรดติดตามต่อภาค ๓

Monday, August 25, 2014

สู่เส้นทางแห่งความพอเพียง ปฐมบท

โปสเตอร์แผ่นนั้นสะกิดความกลัวของผมให้กลับคืนมา บนกระดาษไม่มีอะไรมากไปกว่ารูปภาพแมลงศัตรูพืชหลากชนิดพร้อมคำบรรยายถึงภัยนานัปการจากพวกมัน ทุกหัวข้อจบลงด้วยคำแนะนำในการป้องกันกำจัดที่ระบุชื่อสารเคมีและปริมาณการใช้อย่างชัดเจน

"วันไหนเข้าเมืองค่อยไปซื้อเครื่องพ่นยา...."

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ปีเศษก่อนหน้านั้นผมเกษียณตัวเองในวัยไม่ถึง ๓๐ เพื่อออกมาทำสวนด้วยความหวังจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พอเพียง ปลูกผักกินเอง ไม่มีความคิดจะทำอะไรในเชิงพาณิชย์ ผมอยากอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่ต้องข้องแวะกับสังคมภายนอกมากนัก การเริ่มชีวิตเกษตรกรของผมนั้นอาจง่ายกว่าเกษตรกรมือใหม่หลาย ๆ ท่านเนื่องจากที่บ้านของผมมีสวนผลไม้อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมจึงไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนักในช่วงแรก ทว่าสิ่งที่ผมมีอยู่นั้นบางทีอาจไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังแสวงหา

 

หลายสิบปีก่อนพ่อของผมได้มาลงขันซื้อที่ดินแปลงหนึ่งที่จังหวัดตราดร่วมกับญาติ ๆ ตามคำชักชวนของญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในกระทรวงเกษตร โดยญาติของผมได้อาสาเป็นคนดูแลสวนทั้งหมดเพียงลำพัง กำไรที่ได้จะแบ่งกันตามสัดส่วนของหุ้น อย่างไรก็ตามคำว่ากำไรกับสวนแห่งนี้มันขนานกันพอ ๆ กับแถวยางพารา

 

เมื่อกำไรมีอยู่แต่เพียงในจินตนาการ วันหนึ่งที่ดินทั้งผืนจึงถูกแบ่งออกให้กับญาติ ๆ ผู้ร่วมหุ้น แต่ทว่าญาติที่เป็นนักวิชาการเกษตรยังคงเป็นผู้ดูแลที่ดินแต่ละแปลงโดยลำพังให้เช่นเดิม ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าครอบครัวของเรามีที่ดินอยู่ที่นี่ และผมก็ตัดสินใจจะมาใช้ชีวิตที่เหลือที่นี่ทั้ง ๆ ไม่เคยเห็นสวนแห่งนี้มาก่อน
.
.
.
กลางปี ๒๕๕๔ ผมมาเหยียบผืนดินแห่งนี้เป็นครั้งแรก
.
.
.
ด้วยความที่เป็นช่วงกลางฤดูฝนถนนในสวนจึงอยู่ในสภาพที่รถเก๋งเล็ก ๆ ของผมไม่สามารถเข้าไปได้ ผมจึงต้องจอดรถไว้หน้าประตูสวนก่อนที่ญาติจะขับรถกระบะมารับไปที่บ้านพัก กว่าจะถึงที่พักรถก็วิ่งผ่านแปลงยางพาราหลายแปลง ญาติบอกว่าสมัยก่อนที่นี่เป็นสวนผลไม้ทั้งหมดแต่ด้วยความที่ราคาผลผลิตต่ำมากในขณะที่ค่าน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นตลอดเวลา และปัญหาการขาดแคลนแรงงานทำให้แกตัดใจโค่นสวนผลไม้ลงบางส่วนเพื่อเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา

 

บ้านเป็นอาคารปูนชั้นเดียวด้านหน้ามี ๓ ห้องขนาดเท่า ๆ กันคือ ๔ x ๔ ห้องกลางเป็นห้องเก็บของ อีกสองห้องด้านข้างเป็นห้องนอน ด้านหลังเป็นห้องครัวยาว ๆ มีห้องน้ำอยู่ด้านละห้อง ทุกห้องไม่มีมุ้งลวด ดูเผิน ๆ มันดูเหมือนห้องเก็บของมากกว่าบ้าน เดิมทีมันเป็นบ้านพักคนงานที่สร้างไว้อย่างง่าย ๆ เราใช้เวลาที่บ้านไม่นานนักเพราะหมาดุมาก จากนั้นญาติก็ขับแทรกเตอร์พาชมรอบสวน ซึ่งเป็นแปลงมังคุด และ....ต้นอะไรสักอย่าง.... ภรรยาของแกบอกว่าเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาขายมังคุดแบบเหมารวม (ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลงให้ลูกสวยเพื่อส่งขายแบบคัด) ยังขายได้กำไร 2 แสนกว่า ปีนี้ถ้าผมมาทำให้ดี ๆ ก็น่าจะได้มากกว่านั้น

 

ผมเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับของฝากจำนวนมากจากสวน เช่น มังคุด ลองกอง และหน่อไม้ คนที่บ้านไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไรที่ผมจะมาทำสวนแต่อย่างไรก็ตามความตั้งใจของผมยังคงเป็นเช่นเดิม

 

ราวหนึ่งเดือนหลังจากนั้นผมเดินทางกลับมาที่นี่อีกครั้ง คราวนี้ผมตั้งใจจะอยู่ไปเรื่อย ๆ จึงมีเวลาสำรวจที่ดินอย่างเหลือเฟือ แปลงของพ่อมีอยู่ประมาณ 29 ไร่ พื้นที่เกือบครึ่งเป็นแปลงมังคุดอายุราว ๆ 20 ปีเศษ อีกเกือบครึ่งเป็นแปลงสละที่เพิ่งจะตัดทิ้งเหลือเพียงต้นสะตอที่ปลูกกระจายอยู่ทั่วแปลง ส่วนที่เหลือเป็นป่าดั้งเดิมและป่าที่ปลูกใหม่เพื่อเป็นแนวกันชน เนื่องจากผมไม่เคยทำเกษตรในเชิงพาณิชย์มาก่อนญาติจึงมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ในปีแรกโดยตกลงจะออกค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่งและนำกำไรที่ได้มาแบ่งกัน ญาติแจกแจงค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ว่าจะตกประมาณ 60,000 บาท โดยจะเป็นค่าปุ๋ยเคมี และค่าแรง (วันละ 200 บาท ตามข้อตกลงหมู่บ้านในสมัยนั้น) การใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินราวหมื่นเศษ ๆ โดยจะเริ่มในเดือนตุลาคมเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามยังมีค่าใช้อื่น ๆ ยังไม่ได้พูดถึงอีกคือ ค่าปุ๋ยทางใบ ค่ายาฆ่าแมลง ค่าพ่นยา และค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ เช่น ค่าน้ำมัน น้ำมันเครื่อง สายพาน แบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งเมื่อนำมารวมกันก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่หนักเอาการ ผมลองคิดเล่น ๆ ดูว่าถ้าได้กำไรปีละ 2 แสน พอแบ่งครึ่งก็จะเหลือ 1 แสน ตกเดือนละไม่ถึงหมื่น มันน้อยมาก แต่ก็พยายามมองในแง่ดีว่าอยู่ที่นี่ค่าครองชีพไม่น่าจะสูงสักเท่าไร

 

อย่างไรก็ตามผมไม่เห็นด้วยเลยกับการทำเกษตรเคมี ผมบอกญาติไปตรง ๆ ว่าอยากจะทำเกษตรแบบพอเพียงตามทฤษฎีของในหลวงถึงแม้ว่าตอนนั้นผมแทบจะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับทฤษฎีของท่านเลยด้วยซ้ำ แต่แกไม่เอาด้วยโดยให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า

 

"ใช้ไม่ได้จริง"


 

ไม่ต่างอะไรกับอีกเสียงที่พยายามโน้มน้าวว่า "ถ้าไม่ฉีดยาแล้วแมลงจากสวนข้าง ๆ จะมารุมผลไม้ของเรา"

 

เนื่องจากผมอยู่ในสถานะที่พูดอะไรไม่ได้ ในวันนั้นหนทางสู่ความพอเพียงของผมจึงยังคงเป็นเส้นขนาน

 

อย่างไรก็ตามยังมีบางเรื่องที่ญาติและผมเห็นตรงกัน แกแนะนำให้ผมปลูกป่าบนพื้นที่ว่างที่เคยเป็นแปลงสละ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แกให้คำแนะนำอย่างละเอียดจากประสบการณ์จริงจากการปลูกไม้เนื้อแข็งที่นี่ ญาติบอกว่าไม้บางชนิด เช่น สัก เติบโตได้ไม่ดีเท่าใดนัก ในขณะที่ไม้จำพวก มะค่า พะยูง มะฮอกกานี และตะเคียน เติบโตได้มาก แกปลูกต้นตะเคียนไว้ค่อนข้างมากเพราะเชื่อว่ามันเป็นต้นไม้ในท้องถิ่นตามชื่ออำเภอ "วังตะเคียน"

 

ญาติบอกว่าต้นปีหน้าจะพาไปซื้อต้นกล้ามาเตรียมไว้เพื่อลงดินในช่วงหน้าฝน สิ่งที่ผมต้องทำในขณะนั้นคือการดูแลแปลงมังคุดให้พร้อมก่อนที่ฤดูแล้งจะมาถึง

 

งานแรกของผมคือการแต่งกิ่ง สิ่งที่ผมจะต้องทำคือตัดกิ่งกระโดงที่อยู่ใกล้ลำต้นซึ่งจะไม่โดนแสง (ซึ่งเขาว่ากันว่าจะไม่มีผล) กิ่งที่ซ้อนทับกับกิ่งอื่น (ไม้โดนแดด) และกิ่งทีเสียหายจากการเก็บเกี่ยวเมื่อฤดูกาลก่อน หากดูเผิน ๆ มันเป็นงานที่ไม่น่าจะยาก แต่งานง่าย ๆ เช่นนี้กลับเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรมือใหม่เช่นผม ในเวลาหนึ่งวันผมสามารถแต่งกิ่งได้เพียง 2 – 3 แถว ซึ่งในแต่ละแถวจะมีมังคุดประมาณ 8 – 10 ต้น สาเหตุที่ช้าคงหนีไม่พ้นความลังเลในการเลือกกิ่งที่จะตัดทิ้ง และการเดินหลงทางในสวนมังคุดที่มันดูเหมือนกันไปหมดทุกต้น ญาติให้ผมแต่งกิ่งด้วยกรรไกรอลูมิเนียมเพราะจะเกิดความผิดพลาดได้น้อยกว่าการใช้มีดพร้า แต่ข้อเสียคือวิธีนี้จะเมื่อยมากและช้ากว่าการใช้มีดเป็นอย่างมาก

 

ผมสนุกกับงานแม้ว่าจะเหนื่อยและต้องทำงานกลางแดดกลางฝน แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบเลยและเกือบจะทำให้ผมถอดใจกลับบ้านก็คือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "บางแก้ว" สัตว์พวกนี้ประกอบด้วย ไอ้ชิ (จ่าฝูง) อีเป๊ปซี่ (เมียไอ้ชิ) และไอ้โค้ก (ลูกของไอ้หมาสองตัวนั่น) ก่อนหน้านี้มีไอ้แฟนต้า ซึ่งดุมาก กัดขาโต๊ะไม้จนเกือบขาดจนญาติทนไม่ไหวเลยต้องเอาไปคืนเจ้าของเดิม นอกจากหมาบางแก้วแล้วญาติยังมีหมา โกลเดนรีทรีฟเวอร์ ตัวเมีย ๑ ตัว (เจ้าลัคกี้) และลูกผสมของเจ้าลักกี้ กับ ไอ้ชิ อีก ๑ ตัวชื่อ เจ้าหมี ซึ่งเป็นหมาตัวเมียสีดำ ที่บ้านยังมีหมาแจ็ครัสเซลตัวเมียอีกหนึ่งตัวชื่อว่า อีกุ๊ก (เพี้ยนมาจากคุกกี้) หมากลุ่มหลังนี้ไม่ถือว่าเป็นปัญหาอะไร

 

ทุกเช้าทันทีที่ผมแง้มประตูห้องหมาบางแก้วทั้งสามตัวก็จะแยกเขี้ยวแผดเสียงลั่นพร้อมพุ่งทะยานมาใส่ผม การออกจากห้องจึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เมื่อออกมาได้แล้วผมต้องเดินไปอีกพอสมควรให้พ้นระยะบ้านเพื่อให้หมาพวกนี้เลิกมารังควาญ แน่นอนว่าการกลับเข้าห้องก็เป็นเรื่องยากไม่แพ้กัน และเมื่อเข้ามาแล้วพวกมันก็ยังพยายามจะพังประตูห้องเข้ามา โชคดีที่ "บ้าน" หลังนี้สร้างด้วยอิฐและปูนไอ้หมาสามตัวจึงพังเข้ามาไม่ได้ แต่กว่าพวกมันจะสงบก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่ ปัญหาไม่ได้มีแค่นั้นเพราะทันทีที่โทรศัพท์ของผมดังขึ้นพวกมันก็จะมารุมกันถล่มประตูห้องผมอีกครั้ง

 

แม้ว่าสวนจะใหญ่เพียงไรแต่การที่ผมไม่สามารถเดินไปไหนได้อย่างอิสระมันก็ทำให้สวนแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากคุกสักเท่าใดนัก อิสรภาพของผมถูกจำกัดไว้ตามอาณาเขตที่หมาเยี่ยวไว้จนผมถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า "กูมาทำเชี่ยอะไรที่นี่?"

 

*************************

 

การใช้เวลาในแปลงมังคุดในแต่ละวันทำให้ผมมีโอกาสสังเกตลักษณะภายนอกของต้นมังคุดอย่างเต็มที่ มังคุดบางส่วนกำลังผลัดใบในขณะที่บางส่วนยังคงเป็นใบแก่

 

"มังคุดทั้งแปลงปลูกพร้อมกัน และโตอยู่ในภาพแวดล้อมเดียวกัน ได้น้ำได้ปุ๋ยเท่ากัน แต่ผลัดใบไม่เคยพร้อมกัน และออกผลก็ไม่เท่ากัน" ผมฉุกคิดถึงคำพูดของญาติ "แต่ถ้าออกพร้อมกันหมดเราก็จะแย่เหมือนกันเพราะเราจะเก็บไม่ทัน"

 

ยามว่างผมจับจอบขุดดินเพื่อทำแปลงผักเล็ก ๆ ข้างบ้านพัก แต่ไม่ทันจะทำเสร็จญาติให้พรว่า "ไม่มีทางรอด...ถ้าไม่ฉีดยา" แล้วมันก็ไม่รอดจริง ๆ และหลังจากนั้นผมก็ยุ่งมากจนไม่มีเวลาจะกลับมาปลูกผักให้เป็นเรื่องเป็นราวจึงกลายเป็นว่าสิ่งที่ผมตั้งใจจะมาทำที่สุดกลายเป็นสิ่งแรกที่เลือนหายไปจากใจผม


 

ในช่วงที่ผมกำลังแต่งกิ่งมังคุดก็มีข่าวน้ำท่วมภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ผมเริ่มกังวลว่าน้ำจะท่วมบ้านอีกครั้งเหมือนปี ๒๕๓๘ หรือไม่ จนกระทั่งในวันที่บรรหารฟันธงผ่านช่อง ๓ ว่าน้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ ผมกลับบ้านทันทีโดยไม่ต้องคิด!

 

ช่วงเตรียมตัวรับน้ำท่วมที่กรุงเทพฯ ผมใช้เวลาว่างหาข้อมูลรถกระบะเพื่อเอามาใช้งานแทนรถยนต์คันปัจจุบัน
(อ่านเรื่องเต็มได้จาก กว่าจะเป็นรถคันแรก มีทั้งหมด ๕ ภาค http://bloodybrother.blogspot.com/2012/02/blog-post_18.html)


นอกจากนั้นผมก็มองหาบ้านสำเร็จรูปไปพลาง ๆ ผมไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าบ้านเล็ก ๆ สักหลังที่จะทำให้ผมได้อยู่เงียบ ๆ ไกล ๆ จากไอ้หมาบ้าพวกนั้น เดิมทีผมตั้งใจจะสร้างบ้านดินแต่สภาพอากาศที่นี่ทำให้ผมลังเล เนื่องจากที่สวนมีฝนตกหนักปีละร่วม 8 เดือน ความชื้นในดินจะทำให้มดและแมลงหนีเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน ขนาดบ้านพักปัจจุบันสร้างด้วยปูนมดและปลวกยังมุดเข้ามาสร้างความเสียหายอยู่เสมอถ้าเป็นบ้านดินคงจะเอาไม่อยู่แน่ ๆ

 

แต่ทันทีที่นายกปูประกาศว่า "เอาอยู่" น้ำก็ท่วมบ้านผมแค่ระดับไหล่เท่านั้น ครอบครัวของผมจึงต้องอพยพไปอยู่ที่บ้านอีกหลังของเพื่อนบ้านที่ฉะเชิงเทรา เราอยู่ที่นั่นเกือบอาทิตย์แล้วจึงย้ายไปอยู่ที่คอนโดของลุงที่พัทยา ส่วนผมกลับมาที่สวนอีกครั้งเพราะสถานการณ์น้ำท่วมมันเลวร้ายเกินกว่าจะทำอะไรได้แล้ว



 

ระหว่างนี้ผมได้เรียนรู้งานใหม่ ๆ เช่นการขับรถแทรกเตอร์ และการรดน้ำด้วยเครื่องยนต์ดีเซล



 

ราว ๆ 20 ปีก่อน ญาติได้วางระบบน้ำครอบคลุมพื้นที่ในสวนเกือบทั้งหมด (ประมาณ 200 ไร่) น้ำในสวนมาจากสระสองแห่งที่ขุดไว้ด้านหน้าและด้านหลังของสวน แต่ละสระจะมีเครื่องสูบน้ำดีเซลติดตั้งไว้ซึ่งจะส่งน้ำไปยังท่อหลักขนาด 4 นิ้ว แล้วต่อเชื่อมไปตามส่วนต่าง ๆ ของสวนโดยใช้ประตูน้ำควบคุมการจ่ายน้ำไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ขนาดท่อหลักจะลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือสองนิ้วเพื่อเพิ่มแรงดันปลายท่อ จากท่อสองนิ้วก็จะแยกเป็นท่อขนาด 6 หุน ประมาณ 50 – 60 ท่อ ซึ่งจะต่อกับหัวสปริงเกอร์อีกทีหนึ่ง

 

ค่าใช้จ่ายในการวางท่อทั้งสวนในสมัยนั้นตกราว ๆ 7 – 8 แสนบาท (สมัยนี้คงไม่ต้องพูดถึง) แน่นอนว่าแปลงมังคุดของผมย่อมได้รับอานิสงส์ด้วย เรื่องนี้จึงนับเป็นบุญของผมอย่างยิ่งที่ไม่ต้องมาเสียเงินลงทุนเรื่องระบบน้ำ

 

อย่างไรก็ตามชีวิตเกษตรกรของผมมันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียขนาดนั้นเพราะเครื่องสูบน้ำดีเซลก็มีข้อเสียมากพอสมควรโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เช่น สายพาน ไส้กรอง แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานซึ่งก็คือค่าน้ำมันที่ผูกขาดโดย "กระทรวงปตท" ซึ่งค่าใช้จ่ายอย่างหลังนี้ถือเป็นต้นทุนที่สูงมากในแต่ละปี

 

ผมอยากเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กอย่างเดียวเครื่องก็ทำงานแล้ว แต่ปัญหาในสวนผมในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตก็คือไฟฟ้าในสวนยังเป็นไฟแบบเฟสเดียวผมจึงไม่สามารถนำมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่มาใช้งานได้

 

*************************

 

ผมกลับมาที่กรุงเทพอีกครั้งเมื่อระดับน้ำที่บ้านเหลือเพียงคืบ ด้วยความที่น้ำท่วมบ้านนานร่วมเดือนผมจึงต้องทิ้งสวนอีกพักใหญ่ ๆ เพื่อทำให้บ้านอยู่ในสภาพที่คนอยู่ได้ ญาติบอกว่าไม่เป็นไรเพราะงานที่สวนตอนนี้ยังไม่ค่อยมีอะไรมาก แกสามารถจัดการคนเดียวได้ แต่ถ้าเป็นช่วงรดน้ำห้ามทิ้งสวนเด็ดขาด


แม้ว่าน้ำจะลดลงมากแล้วแต่ร้านค้าก็ยังไม่กลับมาขายตามเดิม ผมจึงยังคงต้องกินมาม่าต่อไป นี่เองที่สะท้อนถึงความบอบบางของความมั่นคงทางอาหารในสังคมคอนกรีต ที่นี่มีทุกอย่างแต่ทุกอย่างล้วนมาจากที่อื่น ปัจจัย ๔ ทั้งหมดไม่ได้ผลิตขึ้นที่นี่ ความมั่นคงในเมืองใหญ่จึงเป็นเพียงภาพลวงตาที่คนนับล้านยังมองไม่เห็น
.
.
.
ผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้ว
.
.
.
เมื่อขัดบ้านเสร็จผมจึงกลับมาที่สวนในเดือนธันวาคม ช่วงนี้อากาศที่สวนดีมากเพราะฝนหยุดตกมาร่วม ๒ เดือนแล้ว กิจกรรมหลักในเดือนนี้ คือ การพ่นยาฆ่าหญ้า การคราดโคนมังคุด และพ่นยาฆ่าแมลงพร้อมปุ๋ยเร่งดอก ญาติบอกว่าการฆ่าหญ้าในช่วงต้นฤดูแล้งจะได้ผลดีเนื่องจากความแห้งแล้งจะทำให้หญ้าฟื้นตัวได้ช้า ด้วยความที่สวนมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับแรงงานที่เราไม่ค่อยจะมีแกจึงใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชซึ่งก็คือกรัมม็อกโซน (พาราควอท) ในการพ่นยาหนึ่งครั้งจะใช้ทั้งหมด ๓ แกลลอน


คิดเป็นเงิน ๕๙๐ x ๓ = ๑,๗๗๐ บาท
นอกจากนั้นยังต้องจ้างคนงานมาพ่นยา ซึ่งคิดเป็นเงิน ๘๐๐ x ๓ (ถัง) = ๒,๔๐๐ บาท

 

ญาติให้คนงานคราดใบไม้และกิ่งไม้ออกจากใต้โคนมังคุดให้หมดจนดินแห้งเพื่อกระตุ้นให้มังคุดติดดอก เมื่อคราดโคนเสร็จแกจะให้ปุ๋ยทางใบพร้อมยาฆ่าแมลงซึ่งประกอบด้วย

  • แจคเก็ต (อะบาเม็กติน) – ๓ ลิตร x ๔๘๐ = ๑,๔๔๐ บาท
  • ปุ๋ยเร่งดอก ๑๐-๕๒-๑๗ – ๓ ถุง x ๕๒๐ = ๑,๕๖๐ บาท
  • สังกะสี – ๓ ถุง x ๔๐๐ = ๑,๒๐๐ บาท

 

แน่นอนว่ามันย่อมมีค่าจ้างพ่นยาอีก ๔,๐๐๐ บาท (๕ ถัง)

 

เมื่อพ่นยา (พิษ) เสร็จเรียบร้อยจึงทำการให้น้ำเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงเริ่มการอดน้ำมังคุดเพื่อกระตุ้นการติดดอก

 

"การอดน้ำ / Water stress" คือ การทำให้ต้นไม้ขาดน้ำระยะหนึ่งจนต้นไม้อยู่ในสภาวะ "เครียด" ซึ่งจะสังเกตได้จากใบและปลายกิ่งที่เหี่ยว เมื่อเกิดความเครียดต้นไม้ก็จะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แน่นอนว่าต้นมังคุดคงมิอาจช่วยตัวเองด้วยการเดินไปเปิดเครื่องสูบน้ำ ดังนั้นความอยู่รอดจึงไม่ใช่ความอยู่รอดของตัวเองแต่คือความอยู่รอดของสายพันธุ์ ด้วยเหตุนี้มังคุดจึงใช้พลังงานที่เหลืออยู่ไปผลิดอกออกผลเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ 
 
เมื่อมังคุดเหี่ยวจนถึงระดับที่พอใจ (แต่มังคุดคงไม่พอใจด้วย) ชาวสวนก็จะรดน้ำในปริมาณมากกว่าปรกติ บางสวนอาจรดน้ำแบบนี้ติดต่อกันสองวัน หลังจากนั้นก็จะหยุดให้น้ำราว ๆ หนึ่งอาทิตย์เพื่อดูการตอบสนองต่อการให้น้ำ หากมังคุดเริ่มออกดอกก็จะเริ่มรดน้ำตามปรกติ หากยังไม่ออกดอกก็อาจจะกลับมาอดน้ำอีกครั้ง

 
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการอดน้ำคืออายุของใบคู่สุดท้ายที่ปลายกิ่ง (ตา-ยอด) หากใบมีอายุมากหรือน้อยเกินไปจะไม่สามารถผลิดอกได้ ใบที่จะผลิดอกได้ควรมีอายุประมาณ 9 – 12 สัปดาห์ หากไม่ทันได้สังเกตว่ามังคุดเริ่มผลิใบเมื่อไร ให้รอจนใบพ้นระยะเพสลาดไปแล้ว คือใบเปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม

 
อย่างไรก็ตามปัญหาอย่างหนึ่งในการกำหนดช่วงอดน้ำคือมังคุดแต่ละต้นผลัดใบไม่พร้อมกัน หลายสวนจึงอดน้ำตามอายุของใบส่วนใหญ่ในขณะที่บางสวนใช้ไทโอยูเรียพ่นใบมังคุดในหน้าฝนเพื่อให้ผลิใบพร้อมกันหมด วิธีหลังดูเหมือนจะดีแต่ต้องพิจารณาด้วยว่าการที่มังคุดผลัดใบพร้อมกันนั้นก็ส่งผลให้มังคุดผลิดอกและสุกพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้การเก็บเกี่ยวเป็นงานหนักอย่างยิ่ง การที่มังคุดสุกพร้อมกันเป็นจำนวนมากย่อมทำให้ราคาผลผลิตในตลาดรูดลงในพริบตา นอกจากนั้นหากมีฝนตกในช่วงการอดน้ำอาจทำให้มังคุดทั้งหมดแตกใบอ่อนทำให้การผลิดอกช้าลงส่งผลให้มังคุดไปสุกในช่วงท้ายฤดูซึ่งราคาผลผลิตจะต่ำมาก

 



ผมหยุดให้น้ำมังคุดอยู่ประมาณ ๗ วัน แล้วจึงกลับมารดน้ำอีกครั้ง การรดน้ำที่สวนใช้ระบบ ๒ วันเว้น ๑ วัน คือ วันที่หนึ่งจะรดน้ำประตู (บริเวณ) ที่ ๑ – ๔ เป็นเวลา ๖๐ นาทีต่อประตู จากการทดสอบต้นมังคุดจะได้น้ำ ๒๐๐ ลิตร/๖๐ นาที ส่วนวันที่สองจะรดน้ำที่ประตู ๕ – ๗ (๖๐ นาที/ประตูเช่นกัน) ส่วนวันที่สามจะไม่มีการรดน้ำ ญาติให้เหตุผลว่าเครื่องสูบน้ำมีอายุแล้วหากรดน้ำทีเดียว ๗ ประตูเครื่องอาจจะไม่ไหว นอกจากนั้นเราก็จะเหนื่อยเองด้วย ซึ่งผมเห็นด้วยว่ามันเหนื่อย

 

หลายคนอาจสงสัยว่าการรดน้ำด้วยสปริงเกอร์นั้นเหนื่อยอย่างไร เพราะแค่เดินไปเปิดประตูน้ำแล้วติดเครื่องสูบน้ำก็ไม่น่าจะเหนื่อยสักเท่าไร แต่ในความจริงมันมีอะไรมากกว่านั้น (โคตรเยอะ) เพราะเครื่องสูบน้ำไม่ได้อยู่ใกล้บ้านกว่าจะเดินไปถึงก็กินเวลาพักหนึ่ง กว่าจะติดเครื่องได้ก็ต้องใช้เวลา หลังจากนั้นผมจะต้องเดินไปที่แปลงเพื่อตรวจสอบหัวสปริงเกอร์จ่ายน้ำทุกอัน! เนื่องจากมดเข้ามาทำรังในท่ออยู่เสมอ เมื่อเดินเครื่องสูบน้ำมดที่อยู่ในนั้นก็จะถูกดันมาติดที่ปลายท่อทำให้น้ำไม่ไหล นอกจากนั้นหัวสปริงเกอร์ผ่านการใช้งานมาแล้วหลายปีจึงพร้อมจะง่อยได้ตลอดเวลา อีกทั้งน้ำยาประสานท่อหลายจุดก็เสื่อมสภาพจึงทำให้ท่อน้ำหลุดได้ง่าย ๆ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผมจะต้องเดินดูสปริงเกอร์ทั้งหมด ๔๕๗ หัวในพื้นที่ ๑๐ ไร่ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผมเปลี่ยนสปริงเกอร์ง่อย ๆ ไปหมดแล้วผมก็เริ่มชำนาญขึ้นและสามารถเดินตรวจได้ทีละหลาย ๆ แถวพร้อมกัน งานนี้จึงเบาลงไปมาก

 

นอกจากการรดน้ำญาติสอนให้ผมเดินสำรวจอัตราการติดดอกของมังคุดเพื่อประเมินว่าการอดน้ำที่ผ่านมานั้นได้ผลหรือไม่ วิธีการคือให้ดูที่ข้อต่อระหว่างใบคู่สุดท้าย (ตา-ยอด) ของกิ่งว่ามีใบแดง ๆ แทงออกมาหรือไม่ ความยากของงานนี้คือบางครั้งใบที่แทงออกมาระหว่างตายอดนั้นไม่ใช่ดอกแต่เป็นใบอ่อนที่เกิดใหม่ ทั้งสองอย่างมีความแตกต่างน้อยมาก และแน่นอนว่ามือใหม่อย่างผมดูแทบไม่ออก

 

ในเดือนมกราคมญาติตัดสินใจอดน้ำอีกครั้งเนื่องจากมังคุดที่ติดดอกมีเพียง ๑๒% ของมังคุดทั้งหมด คราวนี้แกบอกว่าให้ลองอดแบบไม่มีกำหนด เวลาผ่านไปหลายวันปลายกิ่งและมังคุดก็เหี่ยวลงเรื่อย ๆ การอดน้ำคราวนี้ดูจะดุเดือดกว่าคราวก่อนเรื่องจากระดับน้ำในดินของเดือนมกราคมนั้นน้อยกว่าเดือนธันวาคมอย่างไม่ต้องสงสัย ผมถือโอกาสเปลี่ยนสายพานเครื่องสูบน้ำพร้อมนำแบตเตอรี่มาชาร์จในช่วงนี้ หลังจากนั้น ๘ วัน แกบอกให้ผมรดน้ำอีกครั้ง หลังจากนั้น ๒ วัน ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก และก็ตกติดต่อกันเกือบทุกวันเหมือนเป็นสัญญาณจากธรรมชาติว่า "เลิกทรมานกูได้แล้ว"

 

ผมดีใจมากเพราะต้นไม้จะได้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น อีกทั้งฝนก็ช่วยประหยัดน้ำมันและค่าแรงได้มาก และที่สำคัญที่สุดคือฝนตกลงมาในจังหวะที่ดีมากเพราะถ้าฝนตกเร็วกว่านี้สักสามสี่วันการอดน้ำคราวนี้คงจะล้มเหลวเป็นแน่

 

ฝนหยุดตกในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ผมจึงกลับมารดน้ำอีกครั้ง ช่วงนี้ดอกมังคุดแทงออกมามากพอสมควร แต่ด้วยความที่ฝนตกลงมาเกือบทุกวันในเดือนมกราคมจึงทำให้มังคุดผลิใบอ่อนออกมาไม่น้อยเช่นกัน ญาติบอกว่าปีนี้มังคุดผลิดอกน้อยกว่าปีก่อน แกสันนิษฐานว่ามังคุดปีก่อนออกลูกดกมากปีนี้จึงอาจเป็นปีพัก (สะสมอาหารและพลังงานไม่ทันจึงให้ผลผลิตลดลง) อย่างไรก็ตามญาติอีกคนบอกว่าแบบนี้ดีลูกจะได้ใหญ่ ๆ ขายได้ราคา

 

วิธีจำแนกดอกกับใบอ่อน
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทั้งดอกและใบจะผลิออกมาจากที่เดียวกันคือ "ตายอด" ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองใบสุดท้ายที่ปลายกิ่ง ทั้งดอกและใบในระยะแรกจะดูคล้ายกันมากไม่ว่าจะเป็นสีสันหรือรูปทรง ชาวสวนจึงต้องให้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อให้สามารถวางแผนการให้น้ำได้อย่างเหมาะสม

 

การจำแนกจะทำได้ง่ายขึ้นหลังการผลิ ดอก/ใบ ราว ๆ ๑ สัปดาห์ อาจน้อยกว่านั้นหากมีความชำนาญ จุดสังเกตที่สำคัญคือ ใบจะมีลักษณะค่อนข้างแบน ใบจะแทงออกมาเรื่อย ๆ แล้วแยกออกจากกัน ในขณะที่ดอกจะแทงใบเล็ก ๆ ปลายแหลมเรียว มีสีแดงที่ปลายนำร่องออกมาก่อน จากนั้นจะมีช่อกลม ๆ สีเขียวอ่อนแทงตามมา หลังจากนั้นต้นไม้จะสลัดใบนำร่องเล็ก ๆ ออก เหลือเพียงช่อกลม ๆ ซึ่งช่อนี้เองที่จะพัฒนามาเป็นดอก

  


 



ด้วยความที่ดินยังมีความชื้นจากฝนในเดือนมกราคมญาติจึงให้บอกให้ลดเวลาการให้น้ำลงเพื่อให้ประหยัดต้นทุน แกสอนให้ผมสังเกตความเหี่ยวของก้านใบมังคุดซึ่งจะบ่งบอกถึงความชื้นในต้น ญาติบอกว่าเป็นไปได้ยากที่จะไปดูมังคุดก้านใบมังคุดทุกต้น แกจึงให้ดูที่มังคุดแถวแรกต้นแรกเพียงต้นเดียวเพราะต้นนี้อยู่แถวบนสุดซึ่งจะได้น้ำน้อยกว่าแถวอื่นเวลารดน้ำ เมื่อฝนตกน้ำก็จะไหลลงสู่ด้านล่างของแปลงระดับน้ำในดินของแถวบนก็จะน้อยกว่าแถวที่อยู่ด้านล่าง ดังนั้นมังคุดแถวบนจึงแสดงอาการขาดน้ำก่อนแถวอื่นเสมอ อย่างไรก็ตามด้วยความที่ผมไม่มีประสบการณ์และไม่อยากให้แกมาบ่นผมทีหลังว่าผมรดน้ำน้อยไป ผมจึงถามแกทุกครั้งว่าจะให้รดน้ำครั้งละกี่นาที

 

กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ญาตินำสับปะรดสีและไม้ประดับอื่น ๆ ในสวนไปออกร้านที่งานรักษ์เหลืองจันท์ งานนี้เป็นงานไม้ดอกและไม้ประดับขนาดใหญ่ของจังหวัดจันทบุรี ชื่องานมาจากดอกเหลืองจันทบูรอันเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนี้ ยามว่างจากการรดน้ำผมแกจะช่วยขนไม้ประดับจากสวนไปขาย บางครั้งการขนต้นไม้อาจทำให้ผมต้องเปลี่ยนเวลารดน้ำจากเช้ามาเป็นบ่ายซึ่งผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ดูเหมือนว่าญาติผู้ชายจะไม่ชอบสักเท่าไร

 

วันหนึ่งผมถูกโวยวายใหญ่โตว่ารถน้ำยังไงมังคุดถึงเหี่ยวอย่างนี้ แกบอกว่าเดินไปดูมังคุดต้นแรกมาแล้วเห็นว่ามันเฉามาก รดน้ำแบบนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าน้ำไม่พอลูกมังคุดจะร่วง ลูกที่ยังอยู่ต่อไปจะก้นจีบ (แหลม) ทำให้ขายไม่ได้ราคา ญาติโวยวายเสียงดังอยู่นานผมจึงตอบกลับไปบ้างว่า

 

"...ผมคิดไว้แล้ววันหนึ่งจะต้องมีปัญหาแบบนี้ ผมก็เลยถามแกทุกครั้งว่าจะให้รดน้ำกี่นาทีจะได้ไม่ต้องมาโทษกันทีหลัง ... แต่แกก็ยังโทษคนอื่นอยู่ดี"

 

ผิดคาด มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

 

"...แม่โว้ย...ก็บอกให้ดูต้นแรก เราใช้ต้นนี้เป็นเกณฑ์ถ้ามันเหี่ยวก็ใช้ไม่ได้แล้ว..."

 

ผมเริ่มตงิด ๆ กับแนวทางของแก ผมว่ามันไม่เข้าท่าอย่างยิ่งหากจะใช้ต้นไม้ต้นนี้เพียงต้นเดียวเพื่อแสดงลักษณะของต้นไม้ทั้งสวน จริงอยู่ที่ต้นไม้ต้นนี้อยู่บนยอดเนินจึงเฉาก่อนเพื่อน แต่หากต้นนี้เฉาก็ไม่ได้หมายความว่าอีก ๔๕๖ ต้นจะเหี่ยวด้วย จากการเดินรดน้ำอยู่คนเดียวแทบทุกวันผมสังเกตว่ามังคุดต้นนี้จะเฉาได้ง่ายกว่าต้นอื่นมาก มากจนไม่ควรจะนำมาใช้เป็นเกณฑ์ ผมจึงไม่กระวนกระวายเท่าไรที่มังคุดต้นนี้จะดูเฉาในขณะที่ต้นที่เหลือดูสมบูรณ์ดี

การทำสวนแบบอุตสาหกรรมที่พึ่งสารเคมีสารพัดก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะทำอยู่แล้วและพอมาเจอสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไรมันก็ผิดไปหมด ก็ทำให้ผมกลับมาตั้งคำถามอย่างจริงจังอีกครั้งว่า "กูมาทำเชี่ยอะไรที่นี่"

โปรดติดตามต่อภาค 2