Popular Posts

Monday, August 25, 2014

สู่เส้นทางแห่งความพอเพียง ปฐมบท

โปสเตอร์แผ่นนั้นสะกิดความกลัวของผมให้กลับคืนมา บนกระดาษไม่มีอะไรมากไปกว่ารูปภาพแมลงศัตรูพืชหลากชนิดพร้อมคำบรรยายถึงภัยนานัปการจากพวกมัน ทุกหัวข้อจบลงด้วยคำแนะนำในการป้องกันกำจัดที่ระบุชื่อสารเคมีและปริมาณการใช้อย่างชัดเจน

"วันไหนเข้าเมืองค่อยไปซื้อเครื่องพ่นยา...."

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ปีเศษก่อนหน้านั้นผมเกษียณตัวเองในวัยไม่ถึง ๓๐ เพื่อออกมาทำสวนด้วยความหวังจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พอเพียง ปลูกผักกินเอง ไม่มีความคิดจะทำอะไรในเชิงพาณิชย์ ผมอยากอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่ต้องข้องแวะกับสังคมภายนอกมากนัก การเริ่มชีวิตเกษตรกรของผมนั้นอาจง่ายกว่าเกษตรกรมือใหม่หลาย ๆ ท่านเนื่องจากที่บ้านของผมมีสวนผลไม้อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมจึงไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนักในช่วงแรก ทว่าสิ่งที่ผมมีอยู่นั้นบางทีอาจไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังแสวงหา

 

หลายสิบปีก่อนพ่อของผมได้มาลงขันซื้อที่ดินแปลงหนึ่งที่จังหวัดตราดร่วมกับญาติ ๆ ตามคำชักชวนของญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในกระทรวงเกษตร โดยญาติของผมได้อาสาเป็นคนดูแลสวนทั้งหมดเพียงลำพัง กำไรที่ได้จะแบ่งกันตามสัดส่วนของหุ้น อย่างไรก็ตามคำว่ากำไรกับสวนแห่งนี้มันขนานกันพอ ๆ กับแถวยางพารา

 

เมื่อกำไรมีอยู่แต่เพียงในจินตนาการ วันหนึ่งที่ดินทั้งผืนจึงถูกแบ่งออกให้กับญาติ ๆ ผู้ร่วมหุ้น แต่ทว่าญาติที่เป็นนักวิชาการเกษตรยังคงเป็นผู้ดูแลที่ดินแต่ละแปลงโดยลำพังให้เช่นเดิม ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าครอบครัวของเรามีที่ดินอยู่ที่นี่ และผมก็ตัดสินใจจะมาใช้ชีวิตที่เหลือที่นี่ทั้ง ๆ ไม่เคยเห็นสวนแห่งนี้มาก่อน
.
.
.
กลางปี ๒๕๕๔ ผมมาเหยียบผืนดินแห่งนี้เป็นครั้งแรก
.
.
.
ด้วยความที่เป็นช่วงกลางฤดูฝนถนนในสวนจึงอยู่ในสภาพที่รถเก๋งเล็ก ๆ ของผมไม่สามารถเข้าไปได้ ผมจึงต้องจอดรถไว้หน้าประตูสวนก่อนที่ญาติจะขับรถกระบะมารับไปที่บ้านพัก กว่าจะถึงที่พักรถก็วิ่งผ่านแปลงยางพาราหลายแปลง ญาติบอกว่าสมัยก่อนที่นี่เป็นสวนผลไม้ทั้งหมดแต่ด้วยความที่ราคาผลผลิตต่ำมากในขณะที่ค่าน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นตลอดเวลา และปัญหาการขาดแคลนแรงงานทำให้แกตัดใจโค่นสวนผลไม้ลงบางส่วนเพื่อเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา

 

บ้านเป็นอาคารปูนชั้นเดียวด้านหน้ามี ๓ ห้องขนาดเท่า ๆ กันคือ ๔ x ๔ ห้องกลางเป็นห้องเก็บของ อีกสองห้องด้านข้างเป็นห้องนอน ด้านหลังเป็นห้องครัวยาว ๆ มีห้องน้ำอยู่ด้านละห้อง ทุกห้องไม่มีมุ้งลวด ดูเผิน ๆ มันดูเหมือนห้องเก็บของมากกว่าบ้าน เดิมทีมันเป็นบ้านพักคนงานที่สร้างไว้อย่างง่าย ๆ เราใช้เวลาที่บ้านไม่นานนักเพราะหมาดุมาก จากนั้นญาติก็ขับแทรกเตอร์พาชมรอบสวน ซึ่งเป็นแปลงมังคุด และ....ต้นอะไรสักอย่าง.... ภรรยาของแกบอกว่าเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาขายมังคุดแบบเหมารวม (ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลงให้ลูกสวยเพื่อส่งขายแบบคัด) ยังขายได้กำไร 2 แสนกว่า ปีนี้ถ้าผมมาทำให้ดี ๆ ก็น่าจะได้มากกว่านั้น

 

ผมเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับของฝากจำนวนมากจากสวน เช่น มังคุด ลองกอง และหน่อไม้ คนที่บ้านไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไรที่ผมจะมาทำสวนแต่อย่างไรก็ตามความตั้งใจของผมยังคงเป็นเช่นเดิม

 

ราวหนึ่งเดือนหลังจากนั้นผมเดินทางกลับมาที่นี่อีกครั้ง คราวนี้ผมตั้งใจจะอยู่ไปเรื่อย ๆ จึงมีเวลาสำรวจที่ดินอย่างเหลือเฟือ แปลงของพ่อมีอยู่ประมาณ 29 ไร่ พื้นที่เกือบครึ่งเป็นแปลงมังคุดอายุราว ๆ 20 ปีเศษ อีกเกือบครึ่งเป็นแปลงสละที่เพิ่งจะตัดทิ้งเหลือเพียงต้นสะตอที่ปลูกกระจายอยู่ทั่วแปลง ส่วนที่เหลือเป็นป่าดั้งเดิมและป่าที่ปลูกใหม่เพื่อเป็นแนวกันชน เนื่องจากผมไม่เคยทำเกษตรในเชิงพาณิชย์มาก่อนญาติจึงมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ในปีแรกโดยตกลงจะออกค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่งและนำกำไรที่ได้มาแบ่งกัน ญาติแจกแจงค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ว่าจะตกประมาณ 60,000 บาท โดยจะเป็นค่าปุ๋ยเคมี และค่าแรง (วันละ 200 บาท ตามข้อตกลงหมู่บ้านในสมัยนั้น) การใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินราวหมื่นเศษ ๆ โดยจะเริ่มในเดือนตุลาคมเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามยังมีค่าใช้อื่น ๆ ยังไม่ได้พูดถึงอีกคือ ค่าปุ๋ยทางใบ ค่ายาฆ่าแมลง ค่าพ่นยา และค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ เช่น ค่าน้ำมัน น้ำมันเครื่อง สายพาน แบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งเมื่อนำมารวมกันก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่หนักเอาการ ผมลองคิดเล่น ๆ ดูว่าถ้าได้กำไรปีละ 2 แสน พอแบ่งครึ่งก็จะเหลือ 1 แสน ตกเดือนละไม่ถึงหมื่น มันน้อยมาก แต่ก็พยายามมองในแง่ดีว่าอยู่ที่นี่ค่าครองชีพไม่น่าจะสูงสักเท่าไร

 

อย่างไรก็ตามผมไม่เห็นด้วยเลยกับการทำเกษตรเคมี ผมบอกญาติไปตรง ๆ ว่าอยากจะทำเกษตรแบบพอเพียงตามทฤษฎีของในหลวงถึงแม้ว่าตอนนั้นผมแทบจะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับทฤษฎีของท่านเลยด้วยซ้ำ แต่แกไม่เอาด้วยโดยให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า

 

"ใช้ไม่ได้จริง"


 

ไม่ต่างอะไรกับอีกเสียงที่พยายามโน้มน้าวว่า "ถ้าไม่ฉีดยาแล้วแมลงจากสวนข้าง ๆ จะมารุมผลไม้ของเรา"

 

เนื่องจากผมอยู่ในสถานะที่พูดอะไรไม่ได้ ในวันนั้นหนทางสู่ความพอเพียงของผมจึงยังคงเป็นเส้นขนาน

 

อย่างไรก็ตามยังมีบางเรื่องที่ญาติและผมเห็นตรงกัน แกแนะนำให้ผมปลูกป่าบนพื้นที่ว่างที่เคยเป็นแปลงสละ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แกให้คำแนะนำอย่างละเอียดจากประสบการณ์จริงจากการปลูกไม้เนื้อแข็งที่นี่ ญาติบอกว่าไม้บางชนิด เช่น สัก เติบโตได้ไม่ดีเท่าใดนัก ในขณะที่ไม้จำพวก มะค่า พะยูง มะฮอกกานี และตะเคียน เติบโตได้มาก แกปลูกต้นตะเคียนไว้ค่อนข้างมากเพราะเชื่อว่ามันเป็นต้นไม้ในท้องถิ่นตามชื่ออำเภอ "วังตะเคียน"

 

ญาติบอกว่าต้นปีหน้าจะพาไปซื้อต้นกล้ามาเตรียมไว้เพื่อลงดินในช่วงหน้าฝน สิ่งที่ผมต้องทำในขณะนั้นคือการดูแลแปลงมังคุดให้พร้อมก่อนที่ฤดูแล้งจะมาถึง

 

งานแรกของผมคือการแต่งกิ่ง สิ่งที่ผมจะต้องทำคือตัดกิ่งกระโดงที่อยู่ใกล้ลำต้นซึ่งจะไม่โดนแสง (ซึ่งเขาว่ากันว่าจะไม่มีผล) กิ่งที่ซ้อนทับกับกิ่งอื่น (ไม้โดนแดด) และกิ่งทีเสียหายจากการเก็บเกี่ยวเมื่อฤดูกาลก่อน หากดูเผิน ๆ มันเป็นงานที่ไม่น่าจะยาก แต่งานง่าย ๆ เช่นนี้กลับเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรมือใหม่เช่นผม ในเวลาหนึ่งวันผมสามารถแต่งกิ่งได้เพียง 2 – 3 แถว ซึ่งในแต่ละแถวจะมีมังคุดประมาณ 8 – 10 ต้น สาเหตุที่ช้าคงหนีไม่พ้นความลังเลในการเลือกกิ่งที่จะตัดทิ้ง และการเดินหลงทางในสวนมังคุดที่มันดูเหมือนกันไปหมดทุกต้น ญาติให้ผมแต่งกิ่งด้วยกรรไกรอลูมิเนียมเพราะจะเกิดความผิดพลาดได้น้อยกว่าการใช้มีดพร้า แต่ข้อเสียคือวิธีนี้จะเมื่อยมากและช้ากว่าการใช้มีดเป็นอย่างมาก

 

ผมสนุกกับงานแม้ว่าจะเหนื่อยและต้องทำงานกลางแดดกลางฝน แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบเลยและเกือบจะทำให้ผมถอดใจกลับบ้านก็คือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "บางแก้ว" สัตว์พวกนี้ประกอบด้วย ไอ้ชิ (จ่าฝูง) อีเป๊ปซี่ (เมียไอ้ชิ) และไอ้โค้ก (ลูกของไอ้หมาสองตัวนั่น) ก่อนหน้านี้มีไอ้แฟนต้า ซึ่งดุมาก กัดขาโต๊ะไม้จนเกือบขาดจนญาติทนไม่ไหวเลยต้องเอาไปคืนเจ้าของเดิม นอกจากหมาบางแก้วแล้วญาติยังมีหมา โกลเดนรีทรีฟเวอร์ ตัวเมีย ๑ ตัว (เจ้าลัคกี้) และลูกผสมของเจ้าลักกี้ กับ ไอ้ชิ อีก ๑ ตัวชื่อ เจ้าหมี ซึ่งเป็นหมาตัวเมียสีดำ ที่บ้านยังมีหมาแจ็ครัสเซลตัวเมียอีกหนึ่งตัวชื่อว่า อีกุ๊ก (เพี้ยนมาจากคุกกี้) หมากลุ่มหลังนี้ไม่ถือว่าเป็นปัญหาอะไร

 

ทุกเช้าทันทีที่ผมแง้มประตูห้องหมาบางแก้วทั้งสามตัวก็จะแยกเขี้ยวแผดเสียงลั่นพร้อมพุ่งทะยานมาใส่ผม การออกจากห้องจึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เมื่อออกมาได้แล้วผมต้องเดินไปอีกพอสมควรให้พ้นระยะบ้านเพื่อให้หมาพวกนี้เลิกมารังควาญ แน่นอนว่าการกลับเข้าห้องก็เป็นเรื่องยากไม่แพ้กัน และเมื่อเข้ามาแล้วพวกมันก็ยังพยายามจะพังประตูห้องเข้ามา โชคดีที่ "บ้าน" หลังนี้สร้างด้วยอิฐและปูนไอ้หมาสามตัวจึงพังเข้ามาไม่ได้ แต่กว่าพวกมันจะสงบก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่ ปัญหาไม่ได้มีแค่นั้นเพราะทันทีที่โทรศัพท์ของผมดังขึ้นพวกมันก็จะมารุมกันถล่มประตูห้องผมอีกครั้ง

 

แม้ว่าสวนจะใหญ่เพียงไรแต่การที่ผมไม่สามารถเดินไปไหนได้อย่างอิสระมันก็ทำให้สวนแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากคุกสักเท่าใดนัก อิสรภาพของผมถูกจำกัดไว้ตามอาณาเขตที่หมาเยี่ยวไว้จนผมถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า "กูมาทำเชี่ยอะไรที่นี่?"

 

*************************

 

การใช้เวลาในแปลงมังคุดในแต่ละวันทำให้ผมมีโอกาสสังเกตลักษณะภายนอกของต้นมังคุดอย่างเต็มที่ มังคุดบางส่วนกำลังผลัดใบในขณะที่บางส่วนยังคงเป็นใบแก่

 

"มังคุดทั้งแปลงปลูกพร้อมกัน และโตอยู่ในภาพแวดล้อมเดียวกัน ได้น้ำได้ปุ๋ยเท่ากัน แต่ผลัดใบไม่เคยพร้อมกัน และออกผลก็ไม่เท่ากัน" ผมฉุกคิดถึงคำพูดของญาติ "แต่ถ้าออกพร้อมกันหมดเราก็จะแย่เหมือนกันเพราะเราจะเก็บไม่ทัน"

 

ยามว่างผมจับจอบขุดดินเพื่อทำแปลงผักเล็ก ๆ ข้างบ้านพัก แต่ไม่ทันจะทำเสร็จญาติให้พรว่า "ไม่มีทางรอด...ถ้าไม่ฉีดยา" แล้วมันก็ไม่รอดจริง ๆ และหลังจากนั้นผมก็ยุ่งมากจนไม่มีเวลาจะกลับมาปลูกผักให้เป็นเรื่องเป็นราวจึงกลายเป็นว่าสิ่งที่ผมตั้งใจจะมาทำที่สุดกลายเป็นสิ่งแรกที่เลือนหายไปจากใจผม


 

ในช่วงที่ผมกำลังแต่งกิ่งมังคุดก็มีข่าวน้ำท่วมภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ผมเริ่มกังวลว่าน้ำจะท่วมบ้านอีกครั้งเหมือนปี ๒๕๓๘ หรือไม่ จนกระทั่งในวันที่บรรหารฟันธงผ่านช่อง ๓ ว่าน้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ ผมกลับบ้านทันทีโดยไม่ต้องคิด!

 

ช่วงเตรียมตัวรับน้ำท่วมที่กรุงเทพผมใช้เวลาว่างหาข้อมูลรถกระบะเพื่อเอามาใช้งานแทนรถยนต์คันปัจจุบัน
(อ่านเรื่องเต็มได้จาก กว่าจะเป็นรถคันแรก มีทั้งหมด ๕ ภาค http://bloodybrother.blogspot.com/2012/02/blog-post_18.html)


นอกจากนั้นผมก็มองหาบ้านสำเร็จรูปไปพลาง ๆ ผมไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าบ้านเล็ก ๆ สักหลังที่จะทำให้ผมได้อยู่เงียบ ๆ ไกล ๆ จากไอ้หมาบ้าพวกนั้น เดิมทีผมตั้งใจจะสร้างบ้านดินแต่สภาพอากาศที่นี่ทำให้ผมลังเล เนื่องจากที่สวนมีฝนตกหนักปีละร่วม 8 เดือน ความชื้นในดินจะทำให้มดและแมลงหนีเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน ขนาดบ้านพักปัจจุบันสร้างด้วยปูนมดและปลวกยังมุดเข้ามาสร้างความเสียหายอยู่เสมอถ้าเป็นบ้านดินคงจะเอาไม่อยู่แน่ ๆ

 

แต่ทันทีที่นายกปูประกาศว่า "เอาอยู่" น้ำก็ท่วมบ้านผมแค่ระดับไหล่เท่านั้น ครอบครัวของผมจึงต้องอพยพไปอยู่ที่บ้านอีกหลังของเพื่อนบ้านที่ฉะเชิงเทรา เราอยู่ที่นั่นเกือบอาทิตย์แล้วจึงย้ายไปอยู่ที่คอนโดของลุงที่พัทยา ส่วนผมกลับมาที่สวนอีกครั้งเพราะสถานการณ์น้ำท่วมมันเลวร้ายเกินกว่าจะทำอะไรได้แล้ว



 

ระหว่างนี้ผมได้เรียนรู้งานใหม่ ๆ เช่นการขับรถแทรกเตอร์ และการรดน้ำด้วยเครื่องยนต์ดีเซล



 

ราว ๆ 20 ปีก่อน ญาติได้วางระบบน้ำครอบคลุมพื้นที่ในสวนเกือบทั้งหมด (ประมาณ 200 ไร่) น้ำในสวนมาจากสระสองแห่งที่ขุดไว้ด้านหน้าและด้านหลังของสวน แต่ละสระจะมีเครื่องสูบน้ำดีเซลติดตั้งไว้ซึ่งจะส่งน้ำไปยังท่อหลักขนาด 4 นิ้ว แล้วต่อเชื่อมไปตามส่วนต่าง ๆ ของสวนโดยใช้ประตูน้ำควบคุมการจ่ายน้ำไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ขนาดท่อหลักจะลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือสองนิ้วเพื่อเพิ่มแรงดันปลายท่อ จากท่อสองนิ้วก็จะแยกเป็นท่อขนาด 6 หุน ประมาณ 50 – 60 ท่อ ซึ่งจะต่อกับหัวสปริงเกอร์อีกทีหนึ่ง

 

ค่าใช้จ่ายในการวางท่อทั้งสวนในสมัยนั้นตกราว ๆ 7 – 8 แสนบาท (สมัยนี้คงไม่ต้องพูดถึง) แน่นอนว่าแปลงมังคุดของผมย่อมได้รับอานิสงส์ด้วย เรื่องนี้จึงนับเป็นบุญของผมอย่างยิ่งที่ไม่ต้องมาเสียเงินลงทุนเรื่องระบบน้ำ

 

อย่างไรก็ตามชีวิตเกษตรกรของผมมันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียขนาดนั้นเพราะเครื่องสูบน้ำดีเซลก็มีข้อเสียมากพอสมควรโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เช่น สายพาน ไส้กรอง แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานซึ่งก็คือค่าน้ำมันที่ผูกขาดโดย "กระทรวงปตท" ซึ่งค่าใช้จ่ายอย่างหลังนี้ถือเป็นต้นทุนที่สูงมากในแต่ละปี

 

ผมอยากเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กอย่างเดียวเครื่องก็ทำงานแล้ว แต่ปัญหาในสวนผมในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตก็คือไฟฟ้าในสวนยังเป็นไฟแบบเฟสเดียวผมจึงไม่สามารถนำมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่มาใช้งานได้

 

*************************

 

ผมกลับมาที่กรุงเทพอีกครั้งเมื่อระดับน้ำที่บ้านเหลือเพียงคืบ ด้วยความที่น้ำท่วมบ้านนานร่วมเดือนผมจึงต้องทิ้งสวนอีกพักใหญ่ ๆ เพื่อทำให้บ้านอยู่ในสภาพที่คนอยู่ได้ ญาติบอกว่าไม่เป็นไรเพราะงานที่สวนตอนนี้ยังไม่ค่อยมีอะไรมาก แกสามารถจัดการคนเดียวได้ แต่ถ้าเป็นช่วงรดน้ำห้ามทิ้งสวนเด็ดขาด


แม้ว่าน้ำจะลดลงมากแล้วแต่ร้านค้าก็ยังไม่กลับมาขายตามเดิม ผมจึงยังคงต้องกินมาม่าต่อไป นี่เองที่สะท้อนถึงความบอบบางของความมั่นคงทางอาหารในสังคมคอนกรีต ที่นี่มีทุกอย่างแต่ทุกอย่างล้วนมาจากที่อื่น ปัจจัย ๔ ทั้งหมดไม่ได้ผลิตขึ้นที่นี่ ความมั่นคงในเมืองใหญ่จึงเป็นเพียงภาพลวงตาที่คนนับล้านยังมองไม่เห็น
.
.
.
ผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้ว
.
.
.
เมื่อขัดบ้านเสร็จผมจึงกลับมาที่สวนในเดือนธันวาคม ช่วงนี้อากาศที่สวนดีมากเพราะฝนหยุดตกมาร่วม ๒ เดือนแล้ว กิจกรรมหลักในเดือนนี้ คือ การพ่นยาฆ่าหญ้า การคราดโคนมังคุด และพ่นยาฆ่าแมลงพร้อมปุ๋ยเร่งดอก ญาติบอกว่าการฆ่าหญ้าในช่วงต้นฤดูแล้งจะได้ผลดีเนื่องจากความแห้งแล้งจะทำให้หญ้าฟื้นตัวได้ช้า ด้วยความที่สวนมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับแรงงานที่เราไม่ค่อยจะมีแกจึงใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชซึ่งก็คือกรัมม็อกโซน (พาราควอท) ในการพ่นยาหนึ่งครั้งจะใช้ทั้งหมด ๓ แกลลอน


คิดเป็นเงิน ๕๙๐ x ๓ = ๑,๗๗๐ บาท
นอกจากนั้นยังต้องจ้างคนงานมาพ่นยา ซึ่งคิดเป็นเงิน ๘๐๐ x ๓ (ถัง) = ๒,๔๐๐ บาท

 

ญาติให้คนงานคราดใบไม้และกิ่งไม้ออกจากใต้โคนมังคุดให้หมดจนดินแห้งเพื่อกระตุ้นให้มังคุดติดดอก เมื่อคราดโคนเสร็จแกจะให้ปุ๋ยทางใบพร้อมยาฆ่าแมลงซึ่งประกอบด้วย

  • แจคเก็ต (อะบาเม็กติน) – ๓ ลิตร x ๔๘๐ = ๑,๔๔๐ บาท
  • ปุ๋ยเร่งดอก ๑๐-๕๒-๑๗ – ๓ ถุง x ๕๒๐ = ๑,๕๖๐ บาท
  • สังกะสี – ๓ ถุง x ๔๐๐ = ๑,๒๐๐ บาท

 

แน่นอนว่ามันย่อมมีค่าจ้างพ่นยาอีก ๔,๐๐๐ บาท (๕ ถัง)

 

เมื่อพ่นยา (พิษ) เสร็จเรียบร้อยจึงทำการให้น้ำเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงเริ่มการอดน้ำมังคุดเพื่อกระตุ้นการติดดอก

 

"การอดน้ำ / Water stress" คือ การทำให้ต้นไม้ขาดน้ำระยะหนึ่งจนต้นไม้อยู่ในสภาวะ "เครียด" ซึ่งจะสังเกตได้จากใบและปลายกิ่งที่เหี่ยว เมื่อเกิดความเครียดต้นไม้ก็จะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แน่นอนว่าต้นมังคุดคงมิอาจช่วยตัวเองด้วยการเดินไปเปิดเครื่องสูบน้ำ ดังนั้นความอยู่รอดจึงไม่ใช่ความอยู่รอดของตัวเองแต่คือความอยู่รอดของสายพันธุ์ ด้วยเหตุนี้มังคุดจึงใช้พลังงานที่เหลืออยู่ไปผลิดอกออกผลเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ 
 
เมื่อมังคุดเหี่ยวจนถึงระดับที่พอใจ (แต่มังคุดคงไม่พอใจด้วย) ชาวสวนก็จะรดน้ำในปริมาณมากกว่าปรกติ บางสวนอาจรดน้ำแบบนี้ติดต่อกันสองวัน หลังจากนั้นก็จะหยุดให้น้ำราว ๆ หนึ่งอาทิตย์เพื่อดูการตอบสนองต่อการให้น้ำ หากมังคุดเริ่มออกดอกก็จะเริ่มรดน้ำตามปรกติ หากยังไม่ออกดอกก็อาจจะกลับมาอดน้ำอีกครั้ง

 
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการอดน้ำคืออายุของใบคู่สุดท้ายที่ปลายกิ่ง (ตา-ยอด) หากใบมีอายุมากหรือน้อยเกินไปจะไม่สามารถผลิดอกได้ ใบที่จะผลิดอกได้ควรมีอายุประมาณ 9 – 12 สัปดาห์ หากไม่ทันได้สังเกตว่ามังคุดเริ่มผลิใบเมื่อไร ให้รอจนใบพ้นระยะเพสลาดไปแล้ว คือใบเปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม

 
อย่างไรก็ตามปัญหาอย่างหนึ่งในการกำหนดช่วงอดน้ำคือมังคุดแต่ละต้นผลัดใบไม่พร้อมกัน หลายสวนจึงอดน้ำตามอายุของใบส่วนใหญ่ในขณะที่บางสวนใช้ไทโอยูเรียพ่นใบมังคุดในหน้าฝนเพื่อให้ผลิใบพร้อมกันหมด วิธีหลังดูเหมือนจะดีแต่ต้องพิจารณาด้วยว่าการที่มังคุดผลัดใบพร้อมกันนั้นก็ส่งผลให้มังคุดผลิดอกและสุกพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้การเก็บเกี่ยวเป็นงานหนักอย่างยิ่ง การที่มังคุดสุกพร้อมกันเป็นจำนวนมากย่อมทำให้ราคาผลผลิตในตลาดรูดลงในพริบตา นอกจากนั้นหากมีฝนตกในช่วงการอดน้ำอาจทำให้มังคุดทั้งหมดแตกใบอ่อนทำให้การผลิดอกช้าลงส่งผลให้มังคุดไปสุกในช่วงท้ายฤดูซึ่งราคาผลผลิตจะต่ำมาก

 



ผมหยุดให้น้ำมังคุดอยู่ประมาณ ๗ วัน แล้วจึงกลับมารดน้ำอีกครั้ง การรดน้ำที่สวนใช้ระบบ ๒ วันเว้น ๑ วัน คือ วันที่หนึ่งจะรดน้ำประตู (บริเวณ) ที่ ๑ – ๔ เป็นเวลา ๖๐ นาทีต่อประตู จากการทดสอบต้นมังคุดจะได้น้ำ ๒๐๐ ลิตร/๖๐ นาที ส่วนวันที่สองจะรดน้ำที่ประตู ๕ – ๗ (๖๐ นาที/ประตูเช่นกัน) ส่วนวันที่สามจะไม่มีการรดน้ำ ญาติให้เหตุผลว่าเครื่องสูบน้ำมีอายุแล้วหากรดน้ำทีเดียว ๗ ประตูเครื่องอาจจะไม่ไหว นอกจากนั้นเราก็จะเหนื่อยเองด้วย ซึ่งผมเห็นด้วยว่ามันเหนื่อย

 

หลายคนอาจสงสัยว่าการรดน้ำด้วยสปริงเกอร์นั้นเหนื่อยอย่างไร เพราะแค่เดินไปเปิดประตูน้ำแล้วติดเครื่องสูบน้ำก็ไม่น่าจะเหนื่อยสักเท่าไร แต่ในความจริงมันมีอะไรมากกว่านั้น (โคตรเยอะ) เพราะเครื่องสูบน้ำไม่ได้อยู่ใกล้บ้านกว่าจะเดินไปถึงก็กินเวลาพักหนึ่ง กว่าจะติดเครื่องได้ก็ต้องใช้เวลา หลังจากนั้นผมจะต้องเดินไปที่แปลงเพื่อตรวจสอบหัวสปริงเกอร์จ่ายน้ำทุกอัน! เนื่องจากมดเข้ามาทำรังในท่ออยู่เสมอ เมื่อเดินเครื่องสูบน้ำมดที่อยู่ในนั้นก็จะถูกดันมาติดที่ปลายท่อทำให้น้ำไม่ไหล นอกจากนั้นหัวสปริงเกอร์ผ่านการใช้งานมาแล้วหลายปีจึงพร้อมจะง่อยได้ตลอดเวลา อีกทั้งน้ำยาประสานท่อหลายจุดก็เสื่อมสภาพจึงทำให้ท่อน้ำหลุดได้ง่าย ๆ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผมจะต้องเดินดูสปริงเกอร์ทั้งหมด ๔๕๗ หัวในพื้นที่ ๑๐ ไร่ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผมเปลี่ยนสปริงเกอร์ง่อย ๆ ไปหมดแล้วผมก็เริ่มชำนาญขึ้นและสามารถเดินตรวจได้ทีละหลาย ๆ แถวพร้อมกัน งานนี้จึงเบาลงไปมาก

 

นอกจากการรดน้ำญาติสอนให้ผมเดินสำรวจอัตราการติดดอกของมังคุดเพื่อประเมินว่าการอดน้ำที่ผ่านมานั้นได้ผลหรือไม่ วิธีการคือให้ดูที่ข้อต่อระหว่างใบคู่สุดท้าย (ตา-ยอด) ของกิ่งว่ามีใบแดง ๆ แทงออกมาหรือไม่ ความยากของงานนี้คือบางครั้งใบที่แทงออกมาระหว่างตายอดนั้นไม่ใช่ดอกแต่เป็นใบอ่อนที่เกิดใหม่ ทั้งสองอย่างมีความแตกต่างน้อยมาก และแน่นอนว่ามือใหม่อย่างผมดูแทบไม่ออก

 

ในเดือนมกราคมญาติตัดสินใจอดน้ำอีกครั้งเนื่องจากมังคุดที่ติดดอกมีเพียง ๑๒% ของมังคุดทั้งหมด คราวนี้แกบอกว่าให้ลองอดแบบไม่มีกำหนด เวลาผ่านไปหลายวันปลายกิ่งและมังคุดก็เหี่ยวลงเรื่อย ๆ การอดน้ำคราวนี้ดูจะดุเดือดกว่าคราวก่อนเรื่องจากระดับน้ำในดินของเดือนมกราคมนั้นน้อยกว่าเดือนธันวาคมอย่างไม่ต้องสงสัย ผมถือโอกาสเปลี่ยนสายพานเครื่องสูบน้ำพร้อมนำแบตเตอรี่มาชาร์จในช่วงนี้ หลังจากนั้น ๘ วัน แกบอกให้ผมรดน้ำอีกครั้ง หลังจากนั้น ๒ วัน ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก และก็ตกติดต่อกันเกือบทุกวันเหมือนเป็นสัญญาณจากธรรมชาติว่า "เลิกทรมานกูได้แล้ว"

 

ผมดีใจมากเพราะต้นไม้จะได้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น อีกทั้งฝนก็ช่วยประหยัดน้ำมันและค่าแรงได้มาก และที่สำคัญที่สุดคือฝนตกลงมาในจังหวะที่ดีมากเพราะถ้าฝนตกเร็วกว่านี้สักสามสี่วันการอดน้ำคราวนี้คงจะล้มเหลวเป็นแน่

 

ฝนหยุดตกในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ผมจึงกลับมารดน้ำอีกครั้ง ช่วงนี้ดอกมังคุดแทงออกมามากพอสมควร แต่ด้วยความที่ฝนตกลงมาเกือบทุกวันในเดือนมกราคมจึงทำให้มังคุดผลิใบอ่อนออกมาไม่น้อยเช่นกัน ญาติบอกว่าปีนี้มังคุดผลิดอกน้อยกว่าปีก่อน แกสันนิษฐานว่ามังคุดปีก่อนออกลูกดกมากปีนี้จึงอาจเป็นปีพัก (สะสมอาหารและพลังงานไม่ทันจึงให้ผลผลิตลดลง) อย่างไรก็ตามญาติอีกคนบอกว่าแบบนี้ดีลูกจะได้ใหญ่ ๆ ขายได้ราคา

 

วิธีจำแนกดอกกับใบอ่อน
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทั้งดอกและใบจะผลิออกมาจากที่เดียวกันคือ "ตายอด" ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองใบสุดท้ายที่ปลายกิ่ง ทั้งดอกและใบในระยะแรกจะดูคล้ายกันมากไม่ว่าจะเป็นสีสันหรือรูปทรง ชาวสวนจึงต้องให้ความระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อให้สามารถวางแผนการให้น้ำได้อย่างเหมาะสม

 

การจำแนกจะทำได้ง่ายขึ้นหลังการผลิ ดอก/ใบ ราว ๆ ๑ สัปดาห์ อาจน้อยกว่านั้นหากมีความชำนาญ จุดสังเกตที่สำคัญคือ ใบจะมีลักษณะค่อนข้างแบน ใบจะแทงออกมาเรื่อย ๆ แล้วแยกออกจากกัน ในขณะที่ดอกจะแทงใบเล็ก ๆ ปลายแหลมเรียว มีสีแดงที่ปลายนำร่องออกมาก่อน จากนั้นจะมีช่อกลม ๆ สีเขียวอ่อนแทงตามมา หลังจากนั้นต้นไม้จะสลัดใบนำร่องเล็ก ๆ ออก เหลือเพียงช่อกลม ๆ ซึ่งช่อนี้เองที่จะพัฒนามาเป็นดอก

  


 



ด้วยความที่ดินยังมีความชื้นจากฝนในเดือนมกราคมญาติจึงให้บอกให้ลดเวลาการให้น้ำลงเพื่อให้ประหยัดต้นทุน แกสอนให้ผมสังเกตความเหี่ยวของก้านใบมังคุดซึ่งจะบ่งบอกถึงความชื้นในต้น ญาติบอกว่าเป็นไปได้ยากที่จะไปดูมังคุดก้านใบมังคุดทุกต้น แกจึงให้ดูที่มังคุดแถวแรกต้นแรกเพียงต้นเดียวเพราะต้นนี้อยู่แถวบนสุดซึ่งจะได้น้ำน้อยกว่าแถวอื่นเวลารดน้ำ เมื่อฝนตกน้ำก็จะไหลลงสู่ด้านล่างของแปลงระดับน้ำในดินของแถวบนก็จะน้อยกว่าแถวที่อยู่ด้านล่าง ดังนั้นมังคุดแถวบนจึงแสดงอาการขาดน้ำก่อนแถวอื่นเสมอ อย่างไรก็ตามด้วยความที่ผมไม่มีประสบการณ์และไม่อยากให้แกมาบ่นผมทีหลังว่าผมรดน้ำน้อยไป ผมจึงถามแกทุกครั้งว่าจะให้รดน้ำครั้งละกี่นาที

 

กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ญาตินำสับปะรดสีและไม้ประดับอื่น ๆ ในสวนไปออกร้านที่งานรักษ์เหลืองจันท์ งานนี้เป็นงานไม้ดอกและไม้ประดับขนาดใหญ่ของจังหวัดจันทบุรี ชื่องานมาจากดอกเหลืองจันทบูรอันเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนี้ ยามว่างจากการรดน้ำผมแกจะช่วยขนไม้ประดับจากสวนไปขาย บางครั้งการขนต้นไม้อาจทำให้ผมต้องเปลี่ยนเวลารดน้ำจากเช้ามาเป็นบ่ายซึ่งผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ดูเหมือนว่าญาติผู้ชายจะไม่ชอบสักเท่าไร

 

วันหนึ่งผมถูกโวยวายใหญ่โตว่ารถน้ำยังไงมังคุดถึงเหี่ยวอย่างนี้ แกบอกว่าเดินไปดูมังคุดต้นแรกมาแล้วเห็นว่ามันเฉามาก รดน้ำแบบนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าน้ำไม่พอลูกมังคุดจะร่วง ลูกที่ยังอยู่ต่อไปจะก้นจีบ (แหลม) ทำให้ขายไม่ได้ราคา ญาติโวยวายเสียงดังอยู่นานผมจึงตอบกลับไปบ้างว่า

 

"...ผมคิดไว้แล้ววันหนึ่งจะต้องมีปัญหาแบบนี้ ผมก็เลยถามแกทุกครั้งว่าจะให้รดน้ำกี่นาทีจะได้ไม่ต้องมาโทษกันทีหลัง ... แต่แกก็ยังโทษคนอื่นอยู่ดี"

 

ผิดคาด มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

 

"...แม่โว้ย...ก็บอกให้ดูต้นแรก เราใช้ต้นนี้เป็นเกณฑ์ถ้ามันเหี่ยวก็ใช้ไม่ได้แล้ว..."

 

ผมเริ่มตงิด ๆ กับแนวทางของแก ผมว่ามันไม่เข้าท่าอย่างยิ่งหากจะใช้ต้นไม้ต้นนี้เพียงต้นเดียวเพื่อแสดงลักษณะของต้นไม้ทั้งสวน จริงอยู่ที่ต้นไม้ต้นนี้อยู่บนยอดเนินจึงเฉาก่อนเพื่อน แต่หากต้นนี้เฉาก็ไม่ได้หมายความว่าอีก ๔๕๖ ต้นจะเหี่ยวด้วย จากการเดินรดน้ำอยู่คนเดียวแทบทุกวันผมสังเกตว่ามังคุดต้นนี้จะเฉาได้ง่ายกว่าต้นอื่นมาก มากจนไม่ควรจะนำมาใช้เป็นเกณฑ์ ผมจึงไม่กระวนกระวายเท่าไรที่มังคุดต้นนี้จะดูเฉาในขณะที่ต้นที่เหลือดูสมบูรณ์ดี

การทำสวนแบบอุตสาหกรรมที่พึ่งสารเคมีสารพัดก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะทำอยู่แล้วและพอมาเจอสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไรมันก็ผิดไปหมด ก็ทำให้ผมกลับมาตั้งคำถามอย่างจริงจังอีกครั้งว่า "กูมาทำเชี่ยอะไรที่นี่"

โปรดติดตามต่อภาค 2

Saturday, March 23, 2013

บ้า ๆ บอ ๆ – เหตุเกิดในโรง (พยาบาล...อีกแล้ว)


ยิ้มยังไม่ทันจะได้อ้าดีหลังจากที่แผลมด (หลายฝูง) กัดเพิ่งจะแห้ง วันนี้ก็ต้องกลับมาขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อจู่ ๆ ก็มีตุ่มใส ๆ มากมายปรากฏขึ้นพร้อมกันที่มือ


 

"ตายห่าช่วงนี้มือต้องเป๊ะด้วยสิ...ตอนมดกัดตัวแม่งก็เละอย่างคนเป็นเอดส์ ตอนนี้มือก็เสือกมาเน่าอีก " ผมสบถกับตัวเอง


 

ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก ผมรีบหอบสารร่างไปยังโรงพยาบาลเอกชนบ้านนอกแต่ชื่อเมืองหลวงที่ใกล้ตัวที่สุด

๑๕ วินาทีหลังการมอง ผ่าน ๆ เอ้ย ตรวจหมอให้ครีมหลอดเล็ก ๆ มาสองหลอดที่เขียนด้านข้างว่า TA แต่ไม่ได้ระบุตัวยาใด ๆ (สิทธิพื้นฐานของคนไข้?) พร้อมกับยาแก้แพ้อีกสองแผง

.

.

.

๙๕๐ ... แม่เย็ด! ผมสบถในใจเมื่อเหลือบไปเห็นค่าใช้จ่ายสำหรับการบริการ ๑๕ วินาทีนั้น

.

.

.
เวลาผ่านไปเกือบสัปดาห์อาการหื่นขึ้นหน้าเอ้ยฝื่นขึ้นมือนั้นไม่ได้ดูดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ผมจึงตัดสินใจไปโรงบาลบ้านนอกชื่อเมืองหลวงอีกครั้งในจังหวัดใกล้เคียง


 

"วันนี้หมอผิวหนังลาหยุดกันหมดเลยค่า" พยาบาลคน (ใจ) สวยแจ้งข่าวร้ายอย่างจริงใจ

"ถ้าคนไข้ไม่สะดวกมาคราวหน้า ก็ให้หมออายุรกรรมช่วยดูได้ค่ะ แต่อาจไม่เชี่ยวชาญเท่าหมอผิวหนังโดยตรง หรือคุณคนไข้จะไปหาหมอผิวหนังที่คลินิกแถวนี้ก็ได้ค่ะ" พยาบาลคน (ใจ) สวยกล่าวต่อ

"คืองี้ครับประกันของผมมันได้ที่นี่ ถ้าไปที่อื่นก็ต้องเสียเงินเอง งั้นผมขอพบหมออายุรกรรมก่อนก็แล้วกันครับ ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือยังไงเดี๋ยวผมค่อยหาโอกาสมาใหม่ก็ได้ครับ"


 

หมอสั่งจ่ายครีมทามือมาสองขวดโดยมีตราโรงพยาบาลปิดทับฉลากเดิมจนมิด (สิทธิพื้นฐานของคนไข้?) แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เมื่อกลับถึงบ้านผมค่อย ๆ ลอกตราโรงพยาบาลออกจึงได้รู้ว่าสารเคมีที่บรรจุอยู่ในขวดนั้นคือ Triamcinolone Acetonide บ่องตงผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ก็รู้สึกว่ามันคุ้นตาชอบกล ผมครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนคว้ายาหลอดเล็กที่ได้คราวก่อนมาเปรียบเทียบกัน


 

"อ้าวเหี้ย นี่แม่งก็ TA เหมือนอันเก่าอะดิ เหล้าเก่าในขวดใหม่......แปลว่าวันนี้กูมาเสียเที่ยว" ผมสบถในใจอีกครั้ง

.

.

.

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์ แน่นอนว่าผื่นที่มือแม่งไม่ได้ดีขึ้นเลย "เชี่ยเอ๊ย! แม่งหายไม่ทันแน่" ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง


 

ด้วยเหตุบางอย่างวันนั้นผมมีธุระจะต้องไปเมืองกระต่ายจึงถือโอกาสไปโรงบาลบ้านนอกชื่อเมืองหลวงอีกครั้ง


 

"สวัสดีครับ มาหาหมอผิวหนังครับ อาทิตย์ก่อนมาแล้วครั้งหนึ่งแต่หมอไม่อยู่ ได้พบหมออายุรกรรมแต่อาการไม่ดีขึ้น วันนี้เลยมาอีกรอบ"

เจ้าหน้าที่คนสวยทำหน้าปุเลี่ยน ๆ ก่อนตอบ "เอ่อ...วันนี้คุณหมอผิวหนังก็ไม่อยู่เหมือนกันค่า คุณคนไข้เก็บนามบัตรนี้ไว้นะคะ คราวหน้าจะได้โทรมาเช็คได้"


 

Like they say bad luck will come three. งั้นแปลว่าตอนนี้เหลืออีกหนึ่ง


 

สองสามวันหลังจากนั้นอากาศในสวนค่อนข้างชื้นทำให้ผมรดน้ำเสร็จเร็วกว่าปรกติ ผมจึงถือโอกาสวัดดวงไปโรงบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่งที่เกือบจะได้เป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส


 

"คนไข้กรอกประวัติก่อน" เจ้าหน้าพูดสั้น ๆ ก่อนยื่นแบบฟอร์มยาวเหยียดให้ผม

ผมกรอกเอกสารสักพักก่อนส่งคืนให้เจ้าหน้าที่ ผมเหลือบเข้าไปในห้องทำงานและเห็นคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวในส่วนงานนี้

"แบบนี้ช่วงคนเยอะ ๆ แม่งไม่ตายห่าหรอวะ เจ้าหน้าที่ไม่กี่คนกับคอมเครื่องเดียวอย่างมากก็สองจิ้มกันกี่ชาติกว่าจะเสร็จ เอาเงินไปซื้อคอมให้คนไข้กรอกเองดีกว่าไหมแล้วจ้างพนักงานไว้ช่วยคนที่พิมพ์เองไม่ได้" ผมสรรเสริญงานสาธารณสุขไทยในใจระหว่างรอเจ้าหน้าบันทึกข้อมูลลงคอม

.

.

.

เธอหันกลับมาทางผมหลังจากที่กรอกข้อมูลในคอมไปได้ไม่กี่ช่อง

"คุณทำอาชีพอะไร" เจ้าหน้าที่พูดด้วยน้ำเสียงขุ่น ๆ

"ก็เกษตรกรไงครับ" ผมตอบทันทีพร้อมกับความสงสัยว่า "มึงจะถามกูทำห่าไรวะที่กรอกไปอ่านไม่ออกหรือไง"

"อาชีพเกษตรกร ไม่มี มีแต่อาชีพเกษตรกรรม" เจ้าหน้าที่พูดเสียงขุ่นกว่าเดิม
"หา.....มีคนโง่ขนาดนี้ด้วยหรอวะ # ใครเอาอีนี่มานั่งจุดต้อนรับวะเนี่ย # มันก็เหมือนกับ Doctor Builder painter ไง คำที่ลงท้ายด้วย er ๆ จะหมายถึงคนที่ทำอาชีพนั้น ๆ อังกฤษหลัก ม.๕ เทอมสองไม่ได้เรียนมาไง แต่ถ้าอธิบายด้วยคำพวกนี้รับรองว่าอีนี่ไม่มีทางรู้เรื่อง"ความคิดมากมายพุ่งพล่านขึ้นจน RAM ในหัวแทบจะค้าง "...ไม่ ๆ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาเถียงกับอีนี่ พูดไปแม่งไม่มีทางเข้าใจแน่ ๆ # นึกตัวอย่างภาษาไทยไม่ออกโว้ย...."


 

"ก็เหมือนกับจิตรกรไงครับ เราเรียกช่างที่เขียนภาพว่าจิตรกร แต่ภาพที่อยู่บนผนังเราเรียกว่างานจิตรกรรม" ผมตอบอย่างมีศิลปะที่สุดเท่าที่จะนึกได้ในวินาทีนั้น

"อาชีพเกษตรกรไม่มี"

"มึงเป็นเหี้ยไรมากป่ะเนี่ย......................แล้วคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ทำเหี้ยไรกันวะ.......................รับจ้างเผาเมืองปิดสนามบินหรือ..........." ผมจนปัญญาจะอธิบายโดยสิ้นเชิง ในวินาทีนั้นผมนึกถึงบทสัมภาสน์ของคุณรงค์ วงค์สวรรค์ ที่เล่าถึงประสบการณ์ครั้งที่ต้องไปทำ Passport หรือ Visa ว่าแกได้ระบุลงไปในช่องอาชีพว่า นักเขียน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับและบันทึกข้อมูลอาชีพของแกว่าเป็น ลูกจ้าง ทั้ง ๆ ไม่มีใครจ้างแก

"งั้นมึงจะให้กระดูกสันหลังของชาติอย่างกูเป็นตัวเหี้ยไร มึงก็กรอก ๆ ไปเหอะ" ผมบอกอีนั่นด้วยแววตาอันสุดจะเอือมระอา

"งั้นคุณทำอะไร"

"ทำสวนก็แล้วกัน" ผมตอบแบบขอไปทีทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ผมกำลังเตรียมจะปลูกข้าว

เจ้าหน้าที่เบือนหน้าอันไร้ชีวิตกลับไปที่หน้าจอที่ดูจะมีชีวิตมากกว่าแล้วเลือกคำว่าทำสวนจากรายการที่มีอยู่อีกครั้ง

.

.

.

"คุณแต่งงานหรือยัง" อีนี่หันกลับมาอีกครั้ง

"มึงไม่ได้ดูที่กูกรอกหรือไงวะ" ผมถามสวนสายตาก่อนตอบ "ผมโสดครับ"

"แต่คุณกรอกในช่องบุคคลติดต่อว่าแฟนไม่ได้นะ เค้าไม่ให้ใช้คำว่าแฟน ชื่อคนติดต่อต้องเป็นญาติ ญาติคุณไม่มีหรือไง"

"ไม่มี! อยู่คนเดียว! ถ้ามีอะไรให้ติดต่อคนนี้!" ผมขึ้นเสียงเป็นครั้งแรก

ความรู้สึกเหยียดหยามที่สะท้อนจากแววตาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นความตกใจแกมเหวอ เธอหันกลับไปที่จออีกครั้งก่อนเลือกสถานะ ญาติ ในช่องบุคคลที่ติดต่อได้ ทั้ง ๆ ผมกับแฟนไม่ได้มีความเกี่ยวดองกันทางสายเลือดเลยแม้แต่น้อย แต่คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็โง่น้อยพอที่จะเลือกเอารายการที่พอจะใช้แทนกันได้

มันเป็นเรื่องตลกมากหากว่าผมจะต้องกรอกชื่อคนในครอบครัวที่ผมเจอหน้าปีละไม่กี่ครั้งเพื่อให้สามารถบันทึกประวัติลงฐานข้อมูลได้ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของระบบการทำงานที่ให้น้ำหนักกับมาตรฐานของเอกสารมากกว่าการใช้งานจริงใช่หรือไม่? เจ้าหน้าที่ต้องการชื่อคนที่เป็นญาติมากว่าคนที่ควรจะติดต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น

บางทีญาติของผมอาจจะพูดถูกที่ว่า คนพวกนี้ก็เหมือนม้าแข่งที่ถูกปิดตาวิ่ง พวกเขาทำงานแบบไม่ต้องใช้ปัญญาและไหวพริบในการทำงานโดยสิ้นเชิง พวกเขาเพียงแค่ทำตามคำสั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมรู้สึกดีใจมากที่ไม่ต้องเข้าไปทำงานในวงจรอุบาทว์เช่นนี้ ผมอาจเป็นคนแปลกของตระกูลที่บรรพบุรุษทั้งข้างพ่อและข้างแม่ล้วนทำงานให้กับรัฐ แต่ผมกลับภูมิใจอย่างยิ่งที่ไม่ต้องเอาชีวิตเข้าไปหลอมในเบ้าใบนั้น

.

.

.

ในที่สุดผมก็ได้พบหมอ ผมเล่าอาการและประวัติการรักษาที่ผ่านมาพร้อมกับส่งยาที่ใช้อยู่ให้หมอเพื่อประกอบการวินิจฉัย

"หมอผิวหนังมีวันอังคารกับพฤหัสตอนเช้าค่ะ ตอนนี้หมอกลับไปแล้ว" หมอตอบอย่างสุภาพ

"Finally, bad luck has come three" ผมพูดกับตัวเองพร้อมกับอ้าปากค้างแทนคำตอบ

"ถ้าหมอให้ยาเนี่ย ก็จะคงจะสั่งยาคนละตัว แต่ก็จะเป็นยาในกลุ่มเดียวกัน"

แบบนี้ไม่เข้าท่าแน่ ๆ ผมคิดในใจก่อนถาม "แล้วที่นี่มีคลินิกผิวหนังโดยตรงไหมครับ พอดีผมขับรถมาไกลเลยไม่อยากมาเสียเที่ยว"

"คุณหมอคนนี้เปิดคลินิกอยู่ตรงซอยหลังร้าน Best แต่จะเปิดหลังห้าโมงนะคะ"

.

.

.

ตอนนี้เวลาบ่ายโมงเศษ ๆ ผมขับรถโฉบไปหน้าคลินิกที่หมอแนะนำ เหลือเวลาอีกเกือบสี่ชั่วโมงถึงผมจะไปจ่ายตลาดก่อนแต่ก็ยังต้องกลับมารออีกนานโข ผมตัดสินใจขับรถต่อไปในย่านนั้นเผื่อจะเจอคลินิกที่ผมไม่ต้องรอ และไม่ไกลกันนักผมก็สะดุดตากับป้าย รักษาโรคทั่วไป เด็ก ผิวหนัง สิว-ฝ้า ลดความอ้วน ศีรษะล้าน....

"นี่มันคลินิกความงามนี่หว่า แบบนี้เจอหมอผิวหนังชัวร์" ผมเดินเข้าไปอย่างมีความหวัง

เมื่อผมได้พบหมอ ผมเล่าอาการและประวัติการรักษาที่ผ่านมาพร้อมกับส่งยาที่ใช้อยู่ให้หมอเพื่อประกอบการวินิจฉัย

"นี่ไม่ได้เกิดจากความสกปรก แต่อาการแบบนี้เป็นความผิดปรกติที่มาจากผิวหนัง
มันเป็นความบกพร่องของต่อมเหงื่อที่เรียกว่าอาการ Hydro….ยาที่คนไข้ใช้อยู่เนี่ยไม่ตรงกับโรคเพราะมือเราไม่ได้สกปรกและไม่ได้แพ้อะไร"
หมอใส่เป็นชุด

การวินิจฉัยของหมอคนที่สี่ต่างไปจากหมอทุกคน ส่วนผลการรักษาจะเป็นอย่างไรนั้นโปรดติดตามตอนต่อไป

Sunday, February 19, 2012

กว่าจะเป็นรถคันแรก – เรื่องยาวที่ยังไม่จบ ปัจฉิมภาค

สมยอม

ผมคงไม่สามารถรอจนถึงไตรมาสที่สองได้ เพราะแต่เดิมผมต้องการจะใช้รถภายในเดือนธันวาคมด้วยซ้ำ ที่จองช้าก็เพราะรอลุ้นว่าแผนส่งเสริมการตลาดในงาน Motor Expo จะดีกว่าในงานรถคันแรก แต่ผมคิดผิด ไม่ใช่สิต้องเป็นผู้บริหารที่คิดผิด ผมจึงเสียเวลารอเก้อ ทว่าอย่างน้อยผมก็ได้เห็น Colorado X-cab รุ่นท็อปทำให้ความลังเลของผมจบลงเสียที

จากยอดขายอันถล่มทลายของ D-Max ทำให้ผมแอบลุ้นอีกแล้วว่าผู้บริหารของ GM น่าจะคิดได้เสียทีว่าควรเปลี่ยนแผนส่งเสริมการขายโดยด่วนมากถึงมากที่สุด เพราะทั้ง D-Max และ Colorado ต่างก็สร้างขึ้นมาบนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันนอกจากนั้นมันยังมีการออกแบบภายในที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง หนำซ้ำ Colorado ยังมีเครื่องยนต์ที่ทันสมัยพร้อมสมรรถนะที่ดีกว่าแต่ยอดขายกลับห่างกันราวฟ้ากับก้นเหว ผมจึงยังไม่รีบจองแต่รอดูท่าทีอีกสักพักว่า GM จะปรับแผนการตลาดในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่ แต่หากรอนานเกินไปผมก็เกรงว่าจะไม่ทันการผลิตในล็อตแรก ๆ ในระหว่างนี้ผมได้ติดต่อกับศูนย์บริการอีกหลายแห่งแต่ก็ไม่ได้เงื่อนไขที่ดีกว่าเดิมเลย ผมลองปรึกษากับน้องที่เคยช่วยให้ที่บ้านถอย Triton 4x4 มาในราคาที่ดีมาก ๆ แต่คุณน้องกลับไม่มีสายสัมพันธ์กับ Chevrolet ผมจึงต้องทำใจยอมรับและจองตามเงื่อนไขแบบแห้ง ๆ

การจองสะดุดลงอีกครั้งเพราะอาแนะนำให้คุยกับเพื่อนลูกสาวซึ่งเป็นที่ปรึกษาการขายของ Chevrolet สาขาพระรามสอง/บางบัวทอง

เรื่องในกรอบ ๗ – บทสนทนา ๓

เสียงรับโทรศัพท์ ผมประเดิมพูดก่อน

"สวัสดีครับ สนใจ New Colorado รุ่น 2.8 LTZ Z71 ตัวขับสี่ครับ"

"เอ่อ........." เซลล์กำลังมองในโพยว่ามันอยู่ตรงไหนก่อนพูดว่า

"ตัวที่ราคา ๘๕๒ ใช่ไหมคะ"

"ใช่ครับตัวแปดแสนกว่านั่นแหละ อยากทราบว่าถ้าซื้อกับคุณแล้วจะแถมอะไรบ้างครับ"

"ก็ของแต่ง ๕,๐๐๐ นะคะก็จะได้ประมาณ กรอบป้ายทะเบียน ยางปูพื้น ฟิล์มกรองแสงเกรดทั่วไปนะคะ ถ้าจะเอาดีกว่านั้นก็ต้องจ่ายเพิ่มบางส่วนคะ"

"แค่นี้เองหรอครับ"

"รถเราเป็นรถใหม่คะ ไม่เหมือนพวกที่ขายไม่ค่อยออกเลยต้องให้ของแถมเยอะ แต่ก็น่าจะรีบจองนะคะเพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่นก่อนรับรถลูกค้าก็จะได้ของเพิ่มด้วยค่ะ"

"ทำไม Ford กับ Isuzu ที่เปิดตัวพร้อมกันยังให้อะไรมากกว่านี้เยอะเลยครับ"

"รถเราไม่ใช่รถตลาดนะคะ มันเป็นสินค้าสำหรับคนที่ไม่ต้องการอะไรเดิม ๆ" ผมสัมผัสถึงความไม่พอใจในคำพูดนั้น

อีห่าเอ้ย...ไม่ใช่รถตลาด ถุย ก็เพราะมันขายไม่ออกนะสิ ถ้าไม่บ๊วยแบบนี้ก็คงบอกว่ารถเราเป็นสินค้าชั้นนำ

"ตามเสป็คเนี่ยรถของเรานี่บรรทุกได้สามตันกว่าเลยนะคะ"เซลล์พูดต่อ

"หรอครับ" อีนี่เอาอีกแล้วสามตันกว่านั่นมันรวมน้ำหนักรถด้วย New Colorado อย่างเดียวก็เกือบจะสองตันแล้ว ถ้าเอาตามเสป็คก็บรรทุกได้แค่ตันเศษ ๆ

"ส่วน Isuzu ก็ไม่ได้แถมไลน์เนอร์นะคะ มันเป็นแพ็คเก็ด [เธอออกเสียงแบบนั้น] ที่ลูกค้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม"

ก็ดีกว่า Chevrolet ละวะ ไลน์เนอร์จะมาเมื่อไหร่ราคาเท่าไรป่านนี้ก็ยังไม่รู้ ไม่ชัดเจนสักอย่าง

"แต่ก็แอบบอกได้หน่อย ๆ นะคะว่าถ้าซื้อกับเราอาจจะได้ไลน์เนอร์ด้วย"


ผมควรจะเชื่อเธอดีไหม?


ผมลองวัดดวงอีกครั้งด้วยการตั้งกระทู้ในหนังสือหน้าของ Chevrolet Thailand ว่าต้องการจะซื้อรถรุ่นนี้ ถ้าพนักงานขายคนไหนมีของแถมที่น่าสนใจขอให้มาคุยกันหลังไมค์ แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น โชคชะตาบังคับให้ผมทำใจเพราะยังไงผมก็ไม่ถ่อจากตราดไปจองถึงสุโขทัยเพื่อเอาประกันชั้น ๑ แน่ ๆ ไหนจะค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเสียเวลา ฯลฯ ผมวานแฟนให้ช่วยติดต่อกับศูนย์บริการแถวบ้าน เธอบอกผมว่าที่สาขาปิ่นเกล้าได้ กรอบป้ายทะเบียน ยางปูพื้น เบาะ Cab และฟิล์ม 3M

"แค่นี้ก็แค่นี้วะ กูยอมแล้ว"

ปลายเดือนธันวาคมผมมีเหตุต้องเข้ากรุงเทพจึงถือโอกาสแวะไปจองรถที่ศูนย์บริการ ข่าวร้ายคือผมไปถึงก่อนหกโมงแต่ศูนย์นี้ปิดทำการตั้งแต่ห้าโมงกว่าแล้ว ถือซะว่าได้ความรู้ใหม่ที่ศูนย์บริการแต่ละแห่งปิดไม่พร้อมกันแม้ว่าจะขายรถยี่ห้อเดียวกันก็เถอะ มาทราบเอาทีหลังว่าวันตอนนั้นพนักงานขายก็นั่งกินเหล้าอยู่ข้างศูนย์ แกบอกผมว่าถ้าพี่โทรมาก็จะไปหาเดี๋ยวนั้นเลย ถึงผมจะไม่เคยอ่านหนังสือสมบัติผู้ดีเลยสักครั้งแต่บางครั้งผมก็พอจะรู้กาลเทศะ

การจองสิ้นสุดลงในวันรุ่งขึ้นโดยที่พนักงานขายบอกว่าเรื่องฟิล์มจะนัดคนไปติดให้ข้างนอกเพราะตามระเบียบแล้วมันจะเกินส่วนลดที่ทางศูนย์ให้ได้แกจึงต้องลดกำไรของตัวเองลงเป็นค่าฟิล์ม ส่วนเรื่องพื้นปูกระบะแกบอกว่าจะขายให้ผมในราคาพนักงาน อยากรู้จริง ๆ ว่าแกจะลดให้ผมแค่ไหน ผมถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ผมจะได้รถภายในอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ พนักงานไม่กล้ารับปากแต่ลงในใบจองว่าจะได้รับรถในเดือนกุมภาพันธ์....ปีนี้เดือนสองยาวที่สุดในรอบสี่ปีด้วยสิ

กว่าจะเป็นรถคันแรก

ระหว่างรถผมก็หาขอมูลเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ช่วงแรกผมให้ความสนใจกับหน้าหนังสือหน้าของ Chevrolet แต่ด้วยเจ้าหน้าที่ประจำเว็ปที่ห่วยที่สุดในสามโลกทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งความขายหน้าของบริษัท ไม่รู้ว่าเป็นความโชคร้ายของบริษัทหรือของผู้บริโภค ผมแทบจะไม่เห็นเธอโพสท์ห่าอะไรที่มีเนื้อหาสาระอันเป็นประโยชน์ มีแต่ข้อความประมาณว่า "สวัสดีค่ะวันนี้วันจันทร์อีกแล้วนะคะ ขอให้มีกำลังใจเกินร้อยสำหรับการทำงานนะคะ" หรือ "ในที่สุดก็ถึงวันศุกร์อยากรู้จังเลยว่าวันหยุดนี้สาวกเชฟจะไปพักผ่อนที่ไหนกัน" (รถมึงเป็นศาสดาตั้งแต่เมื่อไร) นอกจากนั้นก็มีแต่กระทู้จากลูกค้า Cruz ท่านหนึ่งที่รถมีปัญหาจึงมาเขียนด่าทุกวันวันละหลายเวลา....แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำห่าอะไรที่เป็นประโยชน์อีกเช่นเคย ลูกค้าคนเดิมทนไม่ไหวจึงส่งเมลไปถึงผู้บริการจน GM ต้องเช่ารถคู่แข่งอย่าง Toyota Camry มาให้ขับระหว่างรอรถ

กลับมาพูดถึงเจ้าหน้าที่หนังสือหน้าอีกครั้ง วันหนึ่งเธอนำรูปวิศวกรใหญ่ยืนคุยกับพนักงานแล้วเขียนข้อความว่า Mr.อะไรสักอย่างกำลังอธิบายถึง ๓๐ ขั้นตอนตรวจรถก่อนส่งมอบให้ลูกค้าเพื่อความมั่นใจในคุณภาพ ผมจึงถามว่าแล้ว ๓๐ ขั้นตอนนั้นมีอะไรบ้าง และก็อีกเช่นเคยที่ผมไม่ได้รับคำตอบ นี่ยังไม่พอเธอยังเคยตั้งกระทู้ด้วยว่า New Colorado ช่วงล่างเหนือใครด้วย Torsion Bar......มันจะบ้ากันไปแล้ว

ผมจึงต้องค้นหาแหล่งข้อมูลต่อไปและพบว่า www.newcoloradoclub.com คือศูนย์กลางแห่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรถรุ่นนี้ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างรวมถึงความบกพร่องที่เกิดขึ้นกับรถบางคันซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ แม้จะมีสมาชิกอยู่น้อยเมื่อเทียบกับบอร์ดอื่นแต่มันกลับทำให้มิตรภาพของสมาชิกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ความสงสัยไม่น้อยของผมจบลงที่นี่พร้อมกับเพื่อน (ร่วมทุกข์รอรถ) อีกหลายท่าน

ปลายเดือนมกราคมผมวานให้แฟนโทรไปถามพนักงานขายว่าสามารถส่งมอบรถได้ในเดือนกุมภาพันธ์ตามที่ตกลงกันหรือไม่ พนักงานยังไม่กล้ายืนยันแต่แจ้งว่าจะการมีประชุมเรื่องนี้ในอาทิตย์หน้าและจะติดต่อกลับมาหลังจากนั้น พนักงานติดต่อกลับมาตามที่ว่าไว้แต่ข่าวร้ายคือรถรุ่น 2.8L 4WD X-cab LTZ Z71 ยังคงไม่มีการผลิต ซ้ำร้ายคือการประกอบรถจะถูกเลื่อนไปต่อท้ายรุ่น C-cab ที่เพิ่งจะเดินสายการผลิตซึ่งค่อนข้างจะแน่นอนว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่ผมจะได้รับรถในเดือนกุมภาพันธ์ พนักงานขายพยายามหาทางออกให้กับผมโดยเสนอว่าให้เปลี่ยนเป็นรุ่น 2.5L 4WD X-cab LT Z71
ดีไหมเพราะแกสามารถขอแลกรถกับศูนย์บริการอื่นได้ แต่ผมปฏิเสธเพราะได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้ว ผมลองเช็คกับศูนย์อื่นก็พบว่ายังไม่มีที่ไหนมีรถรุ่นที่ผมต้องการเช่นกันแม้ว่าจะเป็นศูนย์ใหญ่ ๆ อย่างชลบุรี

ผมเชื่อว่าพนักงานขายทำดีที่สุดแล้ว แต่ก็อยากจะได้รับคำยืนยันจากทาง GM ว่ารถรุ่นที่ผมสั่งไปถูกเลื่อนการผลิตจริงหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นจะเริ่มการผลิตเมื่อไร ผมจึงโทรไปภามที่ ๑๗๓๔ เพื่อฟังจาก Chevrolet โดยตรงว่าที่พนักงานขายแจ้งมานั้นเท็จจริงเป็นอย่างไรเพื่อให้สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ แต่คำตอบเดียวที่ผมได้รับจาก ๑๗๓๔ คือ "ไม่สามารถให้คำตอบได้ค่ะ" ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ามันหมายความว่า "เธอรู้คำตอบแต่เลือกที่จะไม่ตอบ" หรือว่า "เธอไม่รู้คำตอบแล้วก็ไม่คิดจะหาคำตอบมาให้ลูกค้า" This is another idiotic risk of GM. ผมจึงถามเธอว่าผมจะสามารถติดต่อกับฝ่ายผลิตได้อย่างไร ส่วนคำตอบที่ผมได้ก็คือ "ไม่สามารถทำได้คะ ขอให้ลูกค้าติดต่อกับพนักงานขายจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าค่ะ" บางทีความจำเธอคงจะสั้นจริง ๆ เพราะผมเพิ่งจะพูดไปว่าพนักงานขายตอบไม่ได้ผมจึงโทรมาที่นี่

เดิมทีผมรู้สึกเซ็งนิดหน่อยแต่ตอนนี้ผมรู้สึกแย่มาก ๆ ผมลองส่งคำถามเดียวกันไปที่หนังสือหน้าที่ตอนนี้ลูกค้าไม่สามารถตั้งกระทู้ได้อีกแล้ว แน่นอนว่าผมไม่ได้รับคำตอบอีกเช่นเคย ผมนึกถึงลูกค้าขาประจำท่านหนึ่งที่ทนไม่ไหวจึงส่งจดหมายไปถึงผู้บริหาร บางทีผมควรจะลองบ้าง...ทว่าผมจะเอาอีเมลคนเหล่านี้มาจากไหน ผมลองหาในเว็ป GM ทั้งไทยและเทศแต่ก็ยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ผมจึงใช้สามัญสำนึกเดาอีเมลที่น่าจะเป็นไปได้ของผู้บริหารที่เกี่ยวข้องและส่งข้อสงสัยไปในคืนนั้น (จริง ๆ จะเรียกเช้าก็ได้)

เช้าวันรุ่งขึ้น (หรือจะเรียกว่าวันเดียวกันดี) ทั้ง GM และศูนย์บริการต่างโทรกระหน่ำหาผมจนหูแทบไหม้

"สวัสดีคะพอดีทางผู้ใหญ่ให้มาติดต่อกับคุณ...เรื่องรถค่ะ...." (อีนี่วันก่อนเพิ่งคุยกับกูจำไม่ได้หรือไง)

"สวัสดีครับพี่ พี่เขียนร้องเรียนไปที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์หรือครับ ..........."

"สวัสดีครับไม่ทราบว่าคุณ.....จองรถรุ่นไหนอยู่หรอครับ" (ถามงี้แปลว่าใบจองกรูยังไม่ถึง GM สิแล้วชาตินี้จะได้รถมั้ย)

อย่างไรก็ตามสิ่งเดียวที่ทำให้ผมมีความหวังว่าจะได้รถตามกำหนดคือจดหมายจากรองประธาน/หัวหน้าฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ยืนยันว่าผมจะได้รับรถภายในเดือนกุมภาพันธ์ และจะมีพนักงานติดต่อกลับมาในวันจันทร์เพื่อแจ้งวันรับรถ รองประธานยังแสดงความเป็นมืออาชีพขอโทษลูกค้าด้วยการไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ เมื่อผมนำรถเข้าศูนย์เมื่อครบกำหนดเป็นครั้งแรก

วันจันทร์ผมรออย่างใจจดใจจ่อจนถึงเย็นแต่ก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับจากทาง Chevrolet ผมกำลังจะเมลไปถามรองประธานและระหว่างนั้นเองก็มีโทรศัพท์จากทาง Chevrolet ติดต่อเข้ามาแจ้งว่ายังไม่สามารถประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ครับ......... (แสด) เจ้าหน้าที่บอกว่าขอเวลาอีกประมาณสองวันแล้วจะแจ้งกลับมาอีกครั้ง

ระหว่างที่รอการติดต่อกลับจากทาง Chevrolet ผมนั่งดูแผ่นพับเป็นรอบที่ ๓๒ ล้านแล้วผมพบสิ่งผิดสังเกตว่าล้อแม็ก ๑๗ นิ้วในรูปกับในรถที่นำมาแสดงในงาน Motor Expo นั้นไม่ตรงกัน ผมจึงส่งอีเมลไปที่ GM ซึ่งก็ไม่ตอบห่าไรให้กูอีกเช่นเคย เย็นวันพุธทาง GM ติดต่อมาที่ผมอีกครั้งเพื่อแจ้งว่ารถรุ่น 2.8L 4WD X-cab LTZ Z71 จะเริ่มการผลิตในกลางเดือนมีนาคม

แบบนี้กูถอนจองแล้วจองอีกรอบเดือนเมษาเพื่อเอาโปรโมชั่นใหม่เลยดีไหม หรือจะไปขี่ Mazda ที่คุณ J!MMY (จิ้มฉันที) เขียนเชียร์แบบเกือบจะออกนอกหน้า แต่ก่อนจะทำการใหญ่ขอผมส่งเมลอีกฉบับไปหาผู้บริหารก่อน มันเป็นจดหมายสั้น ๆ ที่มีใจความสำคัญว่า "ทำไมลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่ดีที่สุดถึงได้รับความสนใจเป็นอันดับสุดท้าย"

รองประธานตอบกลับมาอีกครั้งในคืนวันศุกร์ว่าเจ้าหน้าที่น่าจะได้แจ้งให้ผมทราบแล้วว่ากำลังดำเนินเรื่องผลิตรถหนึ่งคันก่อนกำหนดเพื่อให้ทันกำหนดส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ อาทิตย์ต่อมาผมได้รับการติดต่อจากทาง Chevrolet อีกครั้งว่ารถที่จองไว้จะไปถึงศูนย์บริการในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ทันกำหนดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด (ถ้าเป็นปีอื่นผมอาจต้องรออีกถึงสามปี) ผมจึงถือโอกาสถามเรื่องล้อแม็กและได้รับคำตอบในอีกสองวันหลังจากนั้นว่ารูปในแผ่นพับน่าจะผิดเพราะล้อ ๑๗ มีเพียงแบบเดียว

อย่างไรก็ตาม ถ้ารถมาถึงในวันนั้นและสิ่งที่รองประธานพูดเป็นความจริง New Colorado นอกจากจะเป็นรถคันแรกของผมแล้วมันยังเป็นรถ 2.8L 4WD X-cab LTZ Z71 ที่ถึงมือลูกค้าเป็นคันแรกของโลกอีกด้วย



เรื่องในกรอบ ๘ – กระทู้ถามจากหนอนบล็อก

"เห็นตอนแรกกังวลว่าจะหาคอกกระบะติดไม่ได้ แล้วตอนนี้มีข้อสรุปว่าอย่างไร" หนอนบล็อกเปิดประเด็น

"ในส่วนของคอกกระบะนั้นจริงอยู่ว่ากระบะของ Chevrolet กว้างกว่าของ Isuzu แต่มันกว้างกว่าเพียง ๔ มม พอ ๆ กับความกว้างของไม้ขีดสองก้าน และผมได้เห็นรถ New D-Max ใส่คอกกระบะวิ่งแถวบ้านแล้วประเด็นนี้จึงตกไป" ผมตอบอย่างมั่นใน


"New Colorado นี่ใหญ่ยาวเหลือเกิน สงสัยว่าเมื่อเทียบกับ All New ของค่ายอื่นแล้วเป็นไงบ้าง"

"ในส่วนของความยาวรถก็พอ ๆ กับ New Ranger นะ ของ Chevrolet - ๕,๓๔๗ มม ส่วน Ford – ๕,๓๕๑ ที่ยาวที่สุดกลับเป็นคนญี่ปุ่นเอ้ยรถญี่ปุ่นอย่าง Mazda จัดมาที่ ๕,๓๗๓ "


หนอนบล็อกคิดชั่วขณะก่อนยิงคำถาม "แล้ว New D-Max ละเมื่อเทียบกับ New Colorado แล้วเป็นไง"

"ในส่วนของความยาวของ D-Max ถือว่าสั้นกว่า All New ของค่ายอื่นมาก เพราะมันยาวเพียง ๕,๑๙๐ สั้นกว่าคู่แฝดเกือบ ๒๐ ซม"


"แบบนี้กระบะ Mazda ก็ยาวกว่าเพื่อนสิ"

"ในส่วนของความยาวกระบะมันหาเป็นเช่นนั้นไม่ Mazda ยาว ๑,๗๘๓ มมเท่ากับ Ford เป๊ะ ของ Chev บ๊ะอยู่ที่ ๑,๗๙๕ มม ยาวที่สุดคือ Nissan Navara อยู่ที่ ๑,๘๓๐ มม

BOX DIMENSION

WIDTH

LENGTH

HEIGHT

NISSAN

1494

1830

455

FORD

1560

1783

511

FORD (เก่า)

1456

1753

465

CHEVROLET

1534

1795

NA

CHEVROLET (เก่า)

NA

1840

NA

TOYOTA

1515

1805

450

MITSUBISHI

1470

1805

462

MAZDA

1560

1783

513

ISUZU

1530

1795

456


คันที่กว้างหรือยาวที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะบรรทุกของได้มากที่สุดเสมอไป เพราะเราจะต้องนำการสูญเสียจากมิติโป่งล้อมาพิจารณาด้วย วิธีที่ดีที่สุดคือให้นำตะกร้าสี่เหลี่ยมวางให้เต็มแล้วดูว่าใครบรรทุกได้มากกว่ากัน"


"มิติภายในเมื่อเทียบกับ New Ranger"

"ในส่วนของมิติภายใน Chevrolet ถือว่ากว้างกว่าเล็กน้อย แต่มีความสูงห้องโดยสารน้อยกว่าเพราะ GM มาพัฒนารถที่บ้านเราและพบว่าคนไทยตัวเตี้ย เอ้ยคนไทยไม่ชอบแดดจึงทำหลังคาให้ต่ำ"

FORD

CHEVROLET

Front Head Room

1024

1005

Front Leg Room

1058

1068

Front Shoulder Room

1440

1460


"มีคนสงสัยว่า New Colorado รุ่น ๒.๕ ใช้เครื่องตัวเดียวกับ Isuzu "

"ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นขอยืนยันว่าใช้เครื่องยนต์คนละตัว Isuzu ใช้เครื่องยนต์ขนาด ๒,๔๙๙ มีความกว้างกระบอกสูบ x ช่วงชัก = ๕.๔ x ๘๗.๔ (เท่ากับ Colorado ตัวเก่าเป๊ะ) ในส่วนของ New Colorado ใช้เครื่องยนต์ขนาด ๒,๔๔๙ กระบอกสูบ x ช่วงชัก = ๙๒ x ๙๔"


"ถ้าออกรถไตรมาสที่สองอาจได้ของแถมมากกว่า" หนอนบล็อคไม่ยอมเลิก

"เอ่อ........พอดีกูเสียค่าโง่ไปแล้วหนะ"

กว่าจะเป็นรถคันแรก – เรื่องยาวที่ยังไม่จบ จตุภาค

Motor Expo

Motor Expo จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สวนกระแสวิกฤติน้ำท่วม ไม่น่าแปลกใจเลยที่ปีนี้รถกระบะจะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษเพราะคนไม่น้อยคงจะจำได้เป็นอย่างดีว่ามันมีประโยชน์มากเพียงไรในยามฉุกเฉิน นอกจากนั้นการเปิดตัวของรถกระบะรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการถึง ๔ ค่ายในงานนี้ย่อมช่วยโหมกระแสรถกระบะให้พุ่งขึ้นไปอีก

Ford เปิดตัวอีกหลายรุ่นโดยมี Wildtrak 3.2 สี Chilli Orange (ส้มเน่า) เป็นตัวชูโรงซึ่งเป็น Talk of the Facebook อยู่พักหนึ่งว่าสีของรุ่นนี้ที่จำหน่ายในบ้านเรานั้นต่างจากตัวที่จำหน่ายในต่างประเทศ มีรถรุ่นนี้เพียงรุ่นเดียวที่เสป็คเกือบจะเหมือนตัวที่จำหน่ายที่อื่น คนที่ชอบก็บอกว่าสวยเหลือเกินในขณะที่คนไม่ชอบก็บอกว่าปากมอมตัวส้มขอบประตูดำถ้า TOT ซื้อไปใช้ก็ไม่ต้องทำสีเลย ส่วนรุ่น 2.2 ที่จำหน่ายในประเทศไทยก็เป็นของคุณภาพต่ำที่คนไทยทำมาจำหน่ายให้คนไทยโดยเฉพาะ ไม่นานนักหลังจากที่รถถึงมือลูกค้าก็มีการนำความบกพร่องจากการผลิตมาประจานกันบนเว็ปให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เช่น ตัวถังเบี้ยว หัวเกียร์หลุด ใต้ท้องรถขึ้นสนิม ผมค้นรูปจากงานรถคันแรกมาดูอย่างจริงจังแล้วพบคราบแดง ๆ ที่ดูเหมือนสนิมเสียด้วยสิ....... นอกจากนั้นยังมีปัญหาส่งมอบรถช้าอย่างไม่มีกำหนดทำให้ลูกค้าขายใบจองกันเกลื่อน และมีจำนวนไม่ที่น้อยหันไปถอยรถคู่แฝดอย่าง Mazda ที่จัดมาแบบไม่ต้องรอทั้งรุ่น 2.2 และ 3.2

สำหรับความพร้อมด้านการเตรียมข้อมูลให้ลูกค้า Ford ทำได้น่าผิดหวังอีกเช่นเคย มีเพียงใบราคาขนาด A4 โดยไม่มีรายละเอียดใด ๆ และหากไปหาข้อมูลบนเว็บก็จะไม่พบรายละเอียดรถเช่นกัน ที่สำคัญที่สุดสำหรับผม Ford ยังไม่จำหน่ายรุ่น Open Cab 4x4 ในประเทศไทย ดังนั้นการโคจรของเราจึงยังคงเป็นเส้นขนาน

Mazda ในที่สุดก็เปิดตัว BT-50 Pro เสียทีตัวจริงดูไม่หลุดโลกอย่างที่คิด น่าเสียดายที่มันมาแบบรถยกสูง (อยู่บนเวที) จนไม่รู้จะดูยังไง ส่วนตัวที่อยู่ด้านล่างก็เสือกล็อคประตูอีก แล้วจะเอามาทำห่าอะไรวะ ซุ้มของ Mazda ดูน่ากลัวเพราะเต็มไปด้วยพนักงานในชุดสีทะมึนยืนอยู่เต็มไปหมดจนลูกค้าแทบจะไม่กล้าเข้าไป ส่วนเรื่องการเตรียมข้อมูลก็เช่นเดียวกับฟอร์ด Mazda ยังไม่ทำแผ่นพับและแสดงรายละเอียดรถบนเว็บแต่พยายามชักชวนจะให้จองอยู่ได้ โดยที่แม้แต่พนักงานขายเองก็ไม่รู้ว่ารถของตนนั้นราคาเท่าไร มีคุณสมบัติอย่างไร และจะเริ่มจำหน่ายเมื่อไร
นี่มันบ้าไปแล้ว

ปลายเดือนมกราคม ๒๕๕๕ Mazda ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ทำลักปิดลักเปิดมานานหลายเดือน รถรุ่น 3.2 นั้นจัดเต็ม แม้แต่ระบบที่คนไทยไม่ค่อยได้ใช้ เช่น ระบบควบคุมการสะบัดจากรถพ่วงท้าย (Trailer Sway Control) ก็ยังจัดมาให้ในรุ่นนี้ คิดเล่น ๆ ว่าสำหรับประเทศไทยที่ถนนแคบและมีข้อจำกัดเรื่องเวลาสำหรับรถพ่วงคนจึงนิยมเอาของมาสุมจนท่วมหลังคารถ น่าจะมีวิศวกรที่อ่านเกมส์ขาดคิดค้นระบบควบคุมการสะบัดจากน้ำหนักบนหลังคาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

การออกแบบภายในมีความคล้ายคลึงกับ Ford หลายอย่างในขณะที่ยังรักษาแนวทางของตนเองไว้ ต่างจากคู่แฝดอย่าง Isuzu และ Chevrolet ที่ถอดกันมาทั้งดุ้น เช่นเดียวกับอีซูสุ Mazda ควรปรับปรุงการใช้สีแดงอย่างพร่ำเพรื่อที่สร้างบรรยากาศเครียด ๆ และอาจสร้างความสับสนในกรณีฉุกเฉิน

Mazda ใช้ผู้พันเบิร์ดเป็น Presenter ซึ่งหากคิดดี ๆ แล้ว Mazda หาเพียงได้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ที่ยังสะอาดอยู่ของผู้พันเท่านั้นแต่ยังได้รับผลพลอยได้บทบาทในภาพยนต์ของ Presenter ด้วย เรื่องตลกร้ายคือผู้พันเบิร์ดเคยขี่นางเอกม้าขาวขาย Toyota Hilux Vigo มาก่อน

ต่างจากบริษัทพันธมิตร Mazda เปิดตัวรถตอนครึ่งขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยใช้เครื่องยนต์ขนาด ๓.๒ ซึ่งมากับราคา ๘๑๔,๐๐๐ เท่ากับ Toyota Hilux Vigo Smart Cab 3.0G 4WD และแพงกว่า Isuzu V-Cross 3.0 VGS Z-Prestige เพียง ๑,๐๐๐ บาท แต่ (ผมเกลียดคำนี้จริงๆ) สิ่งที่ Mazda เรียกว่าแอดวานซ์ เทคโนโลยี เช่น ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ ระบบป้องกันการลื่นไหล ระบบป้องกันล้อล็อค ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมความเร็วเมื่อขับลงทางลาดชัน หามีไม่ในรถรุ่นนี้

และจุดเปลี่ยนที่สำคัญก็มาถึงในวินาทีที่ผมเดินไปถึงซุ้มตำน้ำพริกละลายแม่น้ำสุดอลังการของ Chevrolet รถกระบะ New Colorado 2.8L 4WD X-cab LTZ Z71 สีน้ำตาลรุ่นท็อปจอดตะแคงอยู่บนพื้นที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ Chevrolet วางตัวให้มันเป็นพระเองในงานนี้และในสื่อโฆษณาอื่น ๆ ผมอยากเห็นมันมานานแล้วแต่มันเพิ่งจะมาเปิดตัวที่นี่เป็นครั้งแรก รถดูสวยกว่าในรูป เสียอยู่อย่างที่รถรุ่นนี้นำมาแสดงมีเพียงคันเดียวและไม่เปิดให้ชมภายใน ได้แต่มองผ่านกระจกเข้าไป ภายในห้องโดยสารดูมีระดับกว่ารุ่น LT และ Isuzu V-Cross Z-Prestige อย่างเห็นได้ชัดด้วยปุ่มควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอลและเบาะผ้าแท้สีน้ำอ่อนสลับกับสีน้ำตาลเข้ม จนถึงวันที่ผมเขียนบันทึกฉบับนี้ (กุมภาพันธ์ ๕๕) นี่คือรถกระบะตอนครึ่งรุ่นเดียวที่มีระบบความปลอดภัยแบบครบครันไม่ว่าจะเป็น ถุงลมนิรภัยคู่ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและลื่นไถล (Traction Control System) และระบบช่วยเบรกขณะเข้าโค้ง (Cornering Break Control)

ผมตกหลุมรักมันในวินาทีนั้นแม้ว่ามันจะมาด้วยราคา ๘๕๒,๐๐๐ แต่ลองคิดในอีกมุมมองหนึ่งหากว่าผมจะซื้อรถยนต์สักคันผมก็คงจะซื้อในช่วงราคานี้ ซึ่ง New Colorado LTZ ให้มากกว่าสิ่งที่รถยนต์หรือแม้แต่ SUV ในราคาที่ผมพอจะมีปัญญาซื้อไม่ว่าจะด้วยการออกแบบทั้งภายนอก ภายใน สมรรถนะ และความปลอดภัย ส่วนเรื่องอัตราสิ้นเปลืองที่เกรงว่าจะมากกว่านั้นผมได้ลองพิจารณาจากระบบส่งกำลังว่าเครื่องยนต์ทั้งสองขนาดมีอัตราทดเกียร์เท่ากัน ทว่าในรุ่น ๒.๘ มีอัตราทดเฟืองท้ายที่ต่ำกว่าอยู่ที่ ๓.๗๒๗ ส่วนในรุ่น ๒.๕ อยู่ที่ ๔.๑๐๐ เพราะฉะนั้นหากวิ่งทางไกลด้วยความเร็วคงที่เครื่องยนต์ขนาด ๒.๘ จะใช้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าซึ่งอาจช่วยให้อัตราสิ้นเปลืองไม่แตกต่างจากรุ่นเล็กมากนัก อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการประเมินแบบตื้น ๆ จากข้อมูลที่ผมมีเนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีเกจิค่ายไหนเขียนบดทดสอบเกี่ยวกับรถสองรุ่นนี้

แต่ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการตัดสินใจเลือก 2.8L 4WD X-cab LTZ Z71

อีกภารกิจหนึ่งของผมในวันนี้คือการมาหาข้อมูลส่งเสริมการขายของ New Colorado ในงาน Motor Expo ผมแปลกใจนิด ๆ ว่าทำไมพนักงานขายไม่ค่อยเข้ามาหาเหมือนค่ายอื่น มาทราบเอาทีหลังว่าก็เพราะของแถมที่ยังคงแห้ง ๆ เหี่ยว ๆ เหมือนเดิมทำให้พนักงานให้ความสนใจกับลูกค้าที่มาดูรถประเภทอื่นมากกว่า

สองตีนหาได้มีไว้เหยียบคันเร่งอย่างเดียวถ้าพนักงานไม่มากูก็เดินไปหาเองได้

เรื่องในกรอบ ๖ – บทสนทนา ๒

"สวัสดีครับ สนใจจะซื้อรุ่นที่ตะแคงอยู่เนี่ยครับ อยากทราบว่ามี Campaign อะไรบ้างครับ"

"ครับ รุ่นนี้มีของแถมในวงเงิน ๕,๐๐๐ มันเป็นรถรุ่นใหม่ครับ เลยยังไม่ค่อยแถมอะไรมาก"

"แล้วอัตราสิ้นเปลืองของรุ่น ๒.๕ ต่างจาก ๒.๘ มากไหมครับ"

"๒.๘ นี่ประหยัดกว่าครับ เซลล์ทดสอบกันที่เขาใหญ่วิ่งได้ ๓๐ กิโลลิตร"

"........................."


ผมก็เคยเห็นกระทู้บนเว็ปเหมือนกันเกี่ยวกับอัตราสิ้นเปลืองแบบเว่อร์ ๆ นี้ ซึ่งคนที่มีสติปัญญาในระดับปรกติก็คงจะคิดได้ว่ามันคือการขับแบบเข้าเกียร์ว่างแล้วปล่อยให้ไหลลงเขา


..............................................................


"สวัสดีครับอยากทราบอัตราสิ้นเปลืองของรุ่น ๒.๕ และ ๒.๘ ครับ"

"ของรุ่น ๒.๕ อยู่ที่ ๑๕๐ แรงม้า รุ่น ๒.๘ อยู่ที่ ๑๘๐ แรงม้าครับ"

"........................."


..............................................................


"สวัสดีครับอยากทราบอัตราสิ้นเปลืองของรุ่น ๒.๕ และ ๒.๘ ครับ"

"ค่า เอ่อ หนูก็ยังไม่มีข้อมูลค่า แต่เดี๋ยวหนูไปตามผู้จัดการให้นะคะ พี่เขาน่าจะตอบได้"


"สวัสดีครับสนใจดูตัวไหนอยู่หรอครับ"

"กำลังเปรียบเทียบระหว่างรุ่นขับสี่ของ ๒.๕ กับ ๒.๘ ตัวที่ตะแคงอยู่นั่นอะครับ คือ ๒.๘ ตัวท็อปดูน่าสนใจกว่า แต่ถ้ามันกินน้ำมันกว่าเยอะผมก็ไม่ไหว"

"ไม่ต่างกันมากหรอกครับ ตอนที่ไปลองที่เขาใหญ่ก็ขับกันได้ ๑๓ กิโลลิตร แต่ถ้าขับดี ๆ อาจได้มากกว่านั้น"


ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผู้จัดการคนนั้นจริงเท็จเพียงใด แต่มันมีความเป็นไปได้มากกว่าสิ่งที่เซลล์คนแรกพูด

"มันแพงกว่าก็จริงนะครับ น้องซื้อไปขับเองใช่ไหม รถคันนึงมันอยู่กับเราเป็นสิบปีนะครับ ถ้าเราเอาตัวที่ถูกกว่ามาพอได้รถเราก็จะมองแต่ส่วนที่มันด้อยกว่า คนเราจะซื้อรถกันสักที่คันครับ ไหน ๆ ก็เสียเงินเยอะทั้งทีก็เลือกรุ่นที่เราชอบที่สุดดีกว่าครับ"

นี่คือวรรคทองสำหรับวันนั้นเลยทีเดียว มันเป็นการโน้มน้าวให้ผมเสียตังค์อย่างมีชั้นเชิงมากทีเดียว


"ถ้าซื้อกับพี่แล้วจะแถมอะไรบ้างครับ"

"ตอนนี้ยังไม่มีอะไร มันนโยบายของทางบริษัทแม่ครับ แต่ถ้าน้องรอได้เนี่ย คิดว่าไตรมาสที่สองน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแผนส่งเสริมการขายครับ"

"พี่มีนามบัตรไหมครับ"


"เอาของน้องเค้าไปดีกว่าครับ"

ผู้จัดการศูนย์แสดงความเป็นมืออาชีพไม่แย่งลูกค้าจากพนักงานตัวเอง

"โห ศูนย์ปทุมฯ โคตรไกลเลย ตอนหัวหน้าแฟนผมซื้อ Captive พนักงานขับมาส่งถึงที่เลย พี่ทำแบบนั้นได้ไหม"

"ได้ครับไม่มีปัญหา"


ไม่กี่วันหลังจากนั้นผมโทรไปคุยกับน้องที่เป็นที่ปรึกษาการขายจากศูนย์ปทุมฯ ผมบอกเธอแบบตรง ๆ ว่าผมตัดสินใจเรียบร้อยแล้วว่าจะถอยรุ่น 2.8L 4WD X-cab LTZ Z71 หากเธอสามารถให้อะไรได้มากกว่าของแถมในงบ ๕,๐๐๐ ก็สามารถปิดการขายได้เลย แต่เธอก็ไม่เคยติดต่อกลับมาทั้ง ๆ ที่ผมให้โอกาสเธอเป็นคนแรก หากเธอยอมเสียกำไรไปบ้างสิ่งที่เธอได้ย่อมคุ้มค่ากว่าอย่างไม่ต้องสงสัย คงจะเป็นเช่นนี้เองที่คนโบราณบอกว่า ตกปลาอย่าเสียดายเหยื่อ

ย้อนกลับมาที่งานอีกครั้ง ระหว่างที่ผมกำลังลูบ ๆ คลำ ๆ New Colorado ที่จอดเป็นพระเอกอยู่ในงาน จู่ ๆ ก็มี Pretty เดินตัดหน้าพร้อมเบ่งนมใส่ นี่มันช่างไม่รู้จักกาลเทศเสียจริง ไม่เห็นหรือไงว่าแฟนกูยืนอยู่ข้าง ๆ ช่างภาพขอให้ผมและลูกค้าท่านอื่นถอยออกมาก่อนเพราะจะถ่ายรูป Pretty ยืนเบ่งนมยัดซิลิโคน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า Chevrolet เห็นลูกค้าหรือนมปลอมสำคัญกว่ากัน

ซุ้ม Nissan อยู่ติดกับ Chevrolet ผมแวะไปยลโฉม Navara ที่ทำ Minor Changes มาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ มันถูกใจผมมากขึ้นโดยเฉพาะเบาะนั่งที่เปลี่ยนจากสีเบจ (น้ำตาล) มาเป็นสีเทาดำทำให้ห้องโดยสารดูมีระดับอีกทั้งยังช่วยพรางคราบสกปรกได้อีกด้วย ภายในยังเพิ่มกล้องมองหลัง และ Bluetooth โดยนำไมค์โครโฟนมาติดตั้งบนหน้าปัทม์หลังพวงมาลัยซึ่งออกจะดูเกาะจะลูกตาอยู่บ้างแต่เป็นไปได้ว่าด้วยตำแหน่งที่ใกล้ปากกว่าของรถรุ่นอื่นมันก็น่าจะทำให้เสียงพูดชัดเจนกว่าใคร เครื่องยนต์ยังคงเป็นตัวเดิมแม้จะใช้มาหลายปีแล้วแต่ก็ถือว่าไม่น้อยหน้าพวก All New ทั้งหลาย พนักงานขายก็จริงใจมากเป็นมืออาชีพให้ของแถมมากมายจนผมเกือบจะใจอ่อนถ้าไม่ติดที่ว่าราคาของมันขยับขึ้นมาเป็นแปดแสนกว่า หลังจากที่ผมลงจากรถพนักงานขายอีกคนเข้าเสียบทันที พ่อหนุ่มเริ่มบทสนทนาตามสันดานเซลล์ว่า

"พี่จะเอารุ่นนี้หรอครับ ถ้าซื้อกับผมรับรองว่าของแถมมากกว่า เพราะศูนย์ผมเป็น Dealer ใหญ่"

"แล้วแถมอะไรบ้างละครับ"

"ตอนนี้ยังบอกไม่ได้นะครับเพราะเป็นข้อมูลภายใน แต่ถ้าพี่จองกับผมเมื่อไรก็จะบอกได้ครับ"

นี่เองละมั้งที่เรียกว่าสันดานเซลล์พันแท้

ผละจากพนักงานนรกนั่นได้ผมก็แวะมาที่ Isuzu เพียงเพื่อจะตอกย้ำว่าผมคิดถูกแล้วที่จะไม่เอารถค่ายนี้ ชอบ Isuzu ตรงที่จ้างสาวแนะนำรถที่ดูฉลาดและมีการศึกษากว่าหลาย ๆ ค่าย

"สวัสดีคะ พี่สนใจสินค้ารุ่นไหนอยู่คะ"

"อยากดูรถ Space Cab รุ่นขับสี่ครับ"

"อะไรนะคะ"

"จะดูรถตอนครึ่งรุ่นขับสี่ตัวท็อปครับ"

"อ๋อ V-Cross" เธอพูดเสียงสูงพร้อมทำหน้าเหมือนโทษผมหน่อย ๆ ว่าเรียกชื่อรุ่นไม่ถูก

[โถ...แม่หนู ทำไมผมจะไม่รู้ว่ามันเรียกว่า V-Cross แต่นี่ไม่รู้จริง ๆ หรอว่า Isuzu เรียกรถตอนครึ่งของตัวเองว่า Space Cab จะว่าไปเธอก็เป็นถูกจ้างมาเฉพาะกิจละครับ เวลาถามอะไรทีก็ต้องดูโพยทีอันนี้ก็พอเข้าใจ แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่เบ่งนมใส่ตอนที่แฟนผมยืนอยู่ข้าง ๆ]

การได้สัมผัส V-Cross 2 ประตูรุ่น VGS Z-Prestige ก็เป็นอีกสิ่งที่ตอกย้ำว่าผมคิดถูกแล้วที่จะไม่คบกับ Isuzu แม้มันจะถูกกว่าคู่แฝดอยู่ ๓๙,๐๐๐ แต่ระบบควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอลอันเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นใหม่กลับไม่ปรากฏอยู่ในรถคันนี้ การตกแต่งภายใน เช่น ข้างประตู เบาะนั่ง หน้าปัทม์ หัวเกียร์ ดูด้อยกว่าคู่แฝดตัวท็อปอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งระบบความปลอดภัยก็แทบจะไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะมันแทบจะไม่มีสักอย่างไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESC) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว (TCS) และระบบช่วยเบรกขณะเข้าโค้ง (Cornering Break Control) มีอยู่เพียงสองอย่างคือถุงลมนิรภัยข้างซ้ายและขวา (ซึ่ง Mazda ให้มาข้างเดียว) อย่างไรก็ตามสิ่งที่ Isuzu ให้มากกว่าคือระบบนำทางและเครื่องเล่น DVD ที่คอนโซลหน้าอันจะช่วยทำลายสมาธิระหว่างการขับรถได้เป็นอย่างดี

จนถึงปัจจุบันยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคนขับ D-Max จะสามารถเปลี่ยนระบบควบคุมอุณหภูมิให้เป็นแบบดิจิตอลได้ ในขณะที่คนขับ New Colorado สามารถติดตั้งเครื่องเล่น DVD และระบบนำทางได้ แต่แพงฉิบหาย

ผมทดลองเปิด ปิด ประตูและฝาปิดกระบะอยู่หลายรอบจนกล้าฟันธงว่าของ Chevrolet แข็งแรงกว่าทั้ง ๆ ที่ดูจากภายนอกแล้วมันเหมือนกัน

เสียดายที่ผมไปถึงช้าไปจึงไม่มีโอกาสได้ทดลองขับ แต่ผมคิดว่าข้อมูลที่ผมได้ในวันนี้เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย

โปรดติดตามภาคสุดท้าย