ชีวิตหลังเขาที่เกาะเต่า และ The Animal Party
ผมเริ่มงานที่เกาะเต่า 2 สัปดาห์หลังจากที่ผมจบมหาลัยในปี 2547
แม้ว่าผมจะสอนดำน้ำมาก่อนหน้านั้นมาแล้วปีกว่า แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการทำงานเต็มรูปแบบเช่นครั้งนี้
หากกล่าวว่านี่คือที่ทำงานแห่งแรกของผมก็คงจะไม่ผิดเสียทีเดียว
และปัจจุบันผมก็ยังแวะไปเยี่ยมเยียนที่นั่นบ่อยๆ
.
.
.
ผมไม่รู้สึกว่า แบล็คทิพไดว์วิ่ง หากแต่เป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของผม
มีบทเรียนมากมายที่ผมได้รับจากที่นี่
โดยเฉพาะจากพี่ๆ ที่ร่วมงานด้วยกัน และเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีที่สุดในชีวิต
.
.
.
ที่ริมหาดคืนนั้น พี่เบิ้ล หนึ่งในสมาชิกของพวกเรา
อยู่ดีๆ ก็บอกกับผมว่า
“พี่คงไม่ได้มีประสบความสำเร็จเหมือนขวัญหากวันไหนที่ขวัญมีชื่อเสียง แล้วเขียนหนังสือขึ้นมา ขอให้พี่ได้อยู่ในหนังสือของขวัญด้วย หรือ ขอให้มีความคิดของพี่อยู่ในนั้นสักเรื่องก็ยังดี”
ผมอยากบอกให้พี่รู้ว่า วันที่ผมประสบความสำเร็จ หรือมีชื่อเสียงอาจไม่มีวันมาถึง ทว่าเรื่องราวและความคิดของพี่ได้อยู่ในงานเขียนของผมแล้ว
.
.
.
ด้วยความรัก และ เคารพ
ขวัญ ผู้ยิ่งใหญ่จนมิอาจนอนคว่ำ
โปรดอดใจรอพบกับพี่ๆ ที่รักของผม
หากถามว่าตอนนี้ผมคิดอะไร ผมก็คงจะตอบไม่ได้ เพราะมีเรื่องราวมากมายที่อยู่ในความคิด และหาได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เกี่ยวพันกันจนไม่รู้ว่ามันคืออะไร...
Popular Posts
-
Motor Expo Motor Expo จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สวนกระแสวิกฤติน้ำท่วม ไม่น่าแปลกใจเลยที่ปีนี้รถกระบะจะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษเพราะคนไม่น้อย...
-
ถอยหลังเพื่อเริ่มต้นใหม่ ผมเดินออกจากงานโดยพูดอะไรไม่ออกชนิดที่ตังค์อยู่ครบ พยายามนึกให้อภัย Ford ว่าอาจไม่พร้อมสำหรับงานนี้ที...
-
ตัวเลือกที่แคบลง เช้าวันหนึ่งอาเดินออกไปขายยางแต่เช้าแล้วสักพักก็เดินจ้ำกลับมาบ้านพร้อมขับรถ 4x4 ที่ล้อแม็กยี่สิบนิ้วยังเรียกพ่อ "เอาไ...
-
อารัมภบท – ถ้าขี้เกียจอ่านความไร้สาระที่ไร้สาระกว่าที่คิดให้ข้ามไปที่ TRADITIONAL PALI CHANTS ได้เลย หลายปีก่อนผมบ้าอัพบล็อกมากขนาดที่บอกกับ...
-
บทวิจารณ์โดยคนธรรมดาเพื่อคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ฆรรมเฏือณ กะรุนาฏรวดศอฟฆวามถูกฏ้องฃองฅ่อมูฬจากษูญบริกาญอีกฅรั้ง บฏสนธะณาเปญเรื่องจิงแฏ่ถูกฎัฏ...
-
ปรมาจารย์ซุนวูท่านว่า ทหารม้าหนึ่งนาย ต่อกรกับทหารเดินเท้าได้สามนาย . . . เราย่อมต้องการคนมีฝีมือมาร่วมงาน และพี่อี๊ด ก็คือคนทำงานประเภทนั้น...
-
บางสิ่งยิ่งเก็บยิ่งเก่า . . ทว่าบางสิ่งหามิใช่เป็นการเพิ่มคุณค่า มันเป็นเพียงเศษกระดาษเน่า ๆ ในสายตาของคนทั่วไป ทว่าข้อความในนี้คือความจริง...
-
หมายเหตุ : คนไทยมักจะประกาศให้ชาวโลกรับรู้ว่าเป็นชาวพุทธทั้ง ๆ ที่ลึก ๆ แล้วแทบจะไม่เคยศึกษาหลักธรรมกันอย่างจริงจัง แม้บางคนจะเคยบวชทว่าส...
-
สมยอม ผมคงไม่สามารถรอจนถึงไตรมาสที่สองได้ เพราะแต่เดิมผมต้องการจะใช้รถภายในเดือนธันวาคมด้วยซ้ำ ที่จองช้าก็เพราะรอลุ้นว่าแผนส่งเสริมการตล...
-
รีวิวน้องโด้ - Chevrolet Colorado 2.8 4WD LTZ Z71 ภาค 1 รีวิวน้องโด้ - Chevrolet Colorado 2.8 4WD LTZ Z71 ภาค 2 รีวิวน้องโด้ - Chevrolet C...
Friday, March 10, 2006
Friday, March 03, 2006
ความทรงจำในโลกใต้น้ำ ภาค ๒ - ความสุขในการดำน้ำ
สมัยที่ผมดำน้ำใหม่ๆ นั้น ก็คงจะเหมือนนักดำน้ำหลายๆ คนที่
อยากเห็นฝูงปลา ปลาใหญ่ๆ สัตว์หน้าตาแปลกๆ ปะการังสวยๆ น้ำใสๆ ฯลฯ
จนเมื่อห้าปีที่แล้ว
ผมพบว่าเราแม้ว่าจะไม่มีสิ่งเหล่านั้น
เรายังสามารถมีความสุขกับการดำน้ำได้

เพียงแค่เราได้ลงไปลอยอยู่กลางน้ำ
มองดูฟองอากาศที่ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
ฟองอากาศเล็กๆ ที่เราหายใจออกมา
ค่อยๆ ลอยขึ้น และโตขึ้นทีละนิดๆ
จนแตกออกมาเป็นหลายๆ อัน
แล้วก็ค่อยๆ ลอยขึ้น และโตขึ้นอีก
แล้วก็แตกออกมาอีกเป็นกลุ่มฟอง
มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงผิวน้ำ
หลายคนอาจเคยเห็นสิงห์อมควัน
พ่นก๊าซสีเทาออกมาเป็นรูปวงแหวน
หรือ ที่เรียกกันจนติดปากว่าทำโดนัท
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า
เราสามารถทำโดนัทเมื่ออยู่ใต้น้ำได้เช่นกัน
และฟองอากาศรูปวงแหวนนี้
จะค่อยๆ โตขึ้นๆ เช่นเดียวกับฟองอากาศ
ที่เราหายใจออกมา
แล้วก็แตกออกเป็นกลุ่มฟองในที่สุด
ที่สภาวะเสมือนไร้แรงโน้มถ่วง
จะตีลังกากลับหัวกลับหางอย่างไรย่อมทำได้
หลายสิ่งที่ทำไม่ได้บนบก เป็นไปได้ที่นี่
เราสามารถลอยหรือจมได้ดังใจ
เมื่อเราหายใจเข้าปริมาตรปอดจะเพิ่มมากขึ้นเราก็จะลอย
และเมื่อเราหายใจออกปริมาตรปอดจะลดลงเราก็จะจม
มันเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงแค่มีความคุ้นเคยกับมัน
ณ เวลานั้นผมเรียกสิ่งนี้ว่า “ความสนุกกับสภาวะใต้น้ำ”
.
.
.
มีความคิดและความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นเมื่ออยู่ใต้น้ำ
แต่ที่น่าเสียดายคือมันนึกออกเฉพาะตอนที่อยู่ใต้เท่านั้น
ผมดำน้ำมานานพอสมควร แต่แทบจะไม่เคยบันทึกเรื่องนี้เอาไว้
แล้วก็ไม่ค่อยคุยกับใครเรื่องนี้ด้วย
เหตุผลง่ายๆ คือ...พอขึ้นมาแล้วมันก็ลืม
จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วขณะที่ผมกำลังดำน้ำอยู่ที่กองชุมพร
ปลาขนาดใหญ่มากตัวหนึ่งได้ว่ายเข้ามาอย่าช้าๆ
ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ ที่เราเรียกว่า ฉลามวาฬ
ได้ปรากฏให้พวกเราได้เห็นในระยะใกล้ๆ
แม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้สัมผัสกับมัน
แต่มันก็กว่าสี่ปีแล้วที่ผมไม่เคยได้เห็นอีกเลย
ความประทับใจในอดีตวาบขึ้นมา
มันชัดเจน และรุนแรง จนมิอาจจะเชื่อว่า
ราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้น
ความรู้สึกในวันนั้นมีพลังมากพอจนยากจะลืม แม้ขึ้นสู่ผิวน้ำแล้ว
และยังเตือนให้เราไม่ลืมว่า มีความรู้สึกบางอย่างที่เราสัมผัสได้ยามที่เราอยู่ใต้น้ำเท่านั้น
ซึ่งในยามปรกติเราไม่อาจสัมผัสได้
รู้เพียงแต่ว่ามีความรู้สึก แต่ไม่สามารถสัมผัสได้ว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร
นอกเสียจากว่าเราสามารถถ่ายทอดออกมาได้ในวินาทีนั้น
.
.
.
ผมจึงเรียกมันว่า “ความทรงจำในโลกใต้น้ำ”
อยากเห็นฝูงปลา ปลาใหญ่ๆ สัตว์หน้าตาแปลกๆ ปะการังสวยๆ น้ำใสๆ ฯลฯ
จนเมื่อห้าปีที่แล้ว
ผมพบว่าเราแม้ว่าจะไม่มีสิ่งเหล่านั้น
เรายังสามารถมีความสุขกับการดำน้ำได้

เพียงแค่เราได้ลงไปลอยอยู่กลางน้ำ
มองดูฟองอากาศที่ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
ฟองอากาศเล็กๆ ที่เราหายใจออกมา
ค่อยๆ ลอยขึ้น และโตขึ้นทีละนิดๆ
จนแตกออกมาเป็นหลายๆ อัน
แล้วก็ค่อยๆ ลอยขึ้น และโตขึ้นอีก
แล้วก็แตกออกมาอีกเป็นกลุ่มฟอง
มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงผิวน้ำ
หลายคนอาจเคยเห็นสิงห์อมควัน
พ่นก๊าซสีเทาออกมาเป็นรูปวงแหวน
หรือ ที่เรียกกันจนติดปากว่าทำโดนัท
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า
เราสามารถทำโดนัทเมื่ออยู่ใต้น้ำได้เช่นกัน
และฟองอากาศรูปวงแหวนนี้
จะค่อยๆ โตขึ้นๆ เช่นเดียวกับฟองอากาศ
ที่เราหายใจออกมา
แล้วก็แตกออกเป็นกลุ่มฟองในที่สุด
ที่สภาวะเสมือนไร้แรงโน้มถ่วง
จะตีลังกากลับหัวกลับหางอย่างไรย่อมทำได้
หลายสิ่งที่ทำไม่ได้บนบก เป็นไปได้ที่นี่
เราสามารถลอยหรือจมได้ดังใจ
เมื่อเราหายใจเข้าปริมาตรปอดจะเพิ่มมากขึ้นเราก็จะลอย
และเมื่อเราหายใจออกปริมาตรปอดจะลดลงเราก็จะจม
มันเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงแค่มีความคุ้นเคยกับมัน
ณ เวลานั้นผมเรียกสิ่งนี้ว่า “ความสนุกกับสภาวะใต้น้ำ”
.
.
.
มีความคิดและความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นเมื่ออยู่ใต้น้ำ
แต่ที่น่าเสียดายคือมันนึกออกเฉพาะตอนที่อยู่ใต้เท่านั้น
ผมดำน้ำมานานพอสมควร แต่แทบจะไม่เคยบันทึกเรื่องนี้เอาไว้
แล้วก็ไม่ค่อยคุยกับใครเรื่องนี้ด้วย
เหตุผลง่ายๆ คือ...พอขึ้นมาแล้วมันก็ลืม
จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วขณะที่ผมกำลังดำน้ำอยู่ที่กองชุมพร
ปลาขนาดใหญ่มากตัวหนึ่งได้ว่ายเข้ามาอย่าช้าๆ
ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ ที่เราเรียกว่า ฉลามวาฬ
ได้ปรากฏให้พวกเราได้เห็นในระยะใกล้ๆ
แม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้สัมผัสกับมัน
แต่มันก็กว่าสี่ปีแล้วที่ผมไม่เคยได้เห็นอีกเลย
ความประทับใจในอดีตวาบขึ้นมา
มันชัดเจน และรุนแรง จนมิอาจจะเชื่อว่า
ราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้น
ความรู้สึกในวันนั้นมีพลังมากพอจนยากจะลืม แม้ขึ้นสู่ผิวน้ำแล้ว
และยังเตือนให้เราไม่ลืมว่า มีความรู้สึกบางอย่างที่เราสัมผัสได้ยามที่เราอยู่ใต้น้ำเท่านั้น
ซึ่งในยามปรกติเราไม่อาจสัมผัสได้
รู้เพียงแต่ว่ามีความรู้สึก แต่ไม่สามารถสัมผัสได้ว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร
นอกเสียจากว่าเราสามารถถ่ายทอดออกมาได้ในวินาทีนั้น
.
.
.
ผมจึงเรียกมันว่า “ความทรงจำในโลกใต้น้ำ”
ความทรงจำในโลกใต้น้ำ ภาค ๑ - หน้าที่ดูแล

เรื่องง่ายๆ บางเรื่อง อาจกลายเป็นเรื่องยากหากจะต้องนำมาถ่ายทอด
หากไปถามช่างสีว่าจะต้องผสมอะไรบ้างจึงจะได้สีออกมาตามที่ต้องการ
ช่างอาจให้คำตอบที่เราต้องการไม่ได้
นอกเสียจากว่าเขาจะทำให้ดู
แน่นอนว่าช่างไม่ได้โง่
และช่างก็ไม่ได้เป็นใบ้
แต่เรื่องบางเรื่องนั้นหาใช่อธิบายได้ง่าย
นอกเสียจากว่าจะต้องลงมือทำแล้วจะนึกออกเองว่าจะต่อทำอะไรบ้าง
...................................................................
ในวินาที่ขอบหน้ากากพ้นผิวน้ำ
หลายสิ่งหลายอย่าง โฟ่เข้ามาในจิดใต้สำนึกของผม
การแสดงออกของผมเปลี่ยนไป นั่นอาจเป็นเพราะเราไม่สามารถ
พูดคุยได้อย่างปรกติอีกแล้ว
แววตา และท่าทาง เท่านั้นคือสิ่งที่เราใช้สื่อสารในวินาทีนี้
และนั่นทำให้ผมต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก
เพื่อจะได้ทราบความรู้สึกของคนที่ดำน้ำด้วยกัน
บางทีอาจเป็นเพราะ
เราไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เลยหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
ไม่ถึงกับต้องมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น
เพียงแค่มีปัญหาเกิดขึ้น และนักเรียนรู้สึกว่าการดำน้ำเป็นเรื่องที่ไม่สนุก
และเลิกเรียนดำน้ำเสียกลางคัน
ก็จะเกิดเป็นหลุมดำในจิตใจของคนที่เป็นครูไปอีกนาน
ดำน้ำก็เหมือนกับกิจกรรมทั่วๆ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้
อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
แต่หากเราปล่อยให้ปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นทั้งๆ ที่เราสามารถป้องกันได้
นั่นก็คือความบกพร่องที่ไม่น่าให้อภัย
นี่เองอาจจะเป็นสาเหตุให้ผมกลายเป็นคนละคนทันทีขอบหน้ากากพ้นน้ำลงไป
เรามีหน้าที่ให้ความดูแลให้คนที่มากับเรา
ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่าจะต้องทำอะไรในเวลาไหน
และทำอย่างไร จึงจะเข้าใจคนอื่นและทำให้พวกเราเข้าใจเรา
มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ หรือที่เราเรียกมันว่า “จิตใต้สำนึก”
มันเป็นอารมณ์ของคนทำงานที่ดีทีเดียว
มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ง่ายนัก
เหมือนกับไปถามช่างสีว่าจะต้องผสมอะไรบ้างจึงจะได้สีออกมาตามที่ต้องการ
ช่างอาจให้คำตอบที่เราต้องการไม่ได้
นอกเสียจากว่าเขาจะทำให้ดู
แน่นอนว่าช่างไม่ได้โง่
และช่างก็ไม่ได้เป็นใบ้
แต่เรื่องบางเรื่องนั้นหาใช่อธิบายได้ง่าย
นอกเสียจากว่าจะต้องลงมือทำแล้วจะนึกออกเองว่าจะต่อทำอะไรบ้าง
.
.
.
ช่างอาจดูเป็นคนที่แทบจะไม่มีความหมายอะไรสำคัญ
แต่หากในเรื่องงานที่เขาถนัดแล้ว
เขาคือคนสำคัญ
เพราะคนเราก็ไม่ได้เก่งไปหมดเสียทุกเรื่อง
แต่ก็ขอให้มีสักเรื่องที่เราทำได้ดี
เพื่อเป็นคุณค่าในของชีวิตเรา
.
.
.
Thursday, February 23, 2006
ที่ว่าง และความเข้าใจ
ถูกแล้ว เธอจะอยู่ด้วยกัน แม้ในความทรงจำอันสงัดของพระเป็นเจ้า
Ay, you shall be together even in the silent memory of God.
แต่ ขอให้มีช่องว่างในการอยู่ด้วยกันของเธอ
But let there be spaces in your togetherness,
และ ขอให้กระแสลมแห่งสวรรค์โบกโบยไปมาระหว่างเธอ
And let the winds of the heavens dance between you.
.
.
.
จงรักกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก
Love one another, but make not a bond of love:
และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
Let it rather be a moving sea between the shores of you souls.
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน
Fill each other's cup but drink not from one cup.
จงแบ่งขนมปังของกันและกัน แต่อย่ากินจากก้อนเดียวกัน
Give one another of your bread but eat not from the same loaf.
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
Sing and dance together and be joyous,
แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่อย่างโดดเดี่ยว
but let each on of you be alone,
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว
Even as the strings of a lute are alone
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน
though they quiver with the same music.
จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง
Give your hearts, but not into each other's keeping.
เพราะหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้
For only the hand of Life can contain your hearts.
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก
And stand together yet not too near together:
เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน
For the pillars of the temple stand apart,
และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้
And the oak tree and the cypress grow not in each other's shadow.
The Prophet – Kahlil Jibran
ปรัชญาชีวิต – คาริล ยิบราน
แปลโดย ระวี ภาวิไล
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
**********************************************
บทกวีนี้อันงดงามนี้เองที่เป็นแนวทางให้กับวง Pause ในการแต่งเพลงเพลงหนึ่ง
คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากผู้ที่เคยได้ฟังผลงานของศิลปินนี้มาบ้าง จะนึกออกว่ามันคือเพลงอะไร
.
.
“ที่ว่าง” น่าจะเป็นเพลงไทยที่ผมชื่นชอบที่สุด
ไม่ใช่เพราะแต่งจากบทกวีของ คาริล ยิบราน
หรือเพราะโจ้เป็นคนร้อง
หากแต่ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกว่า
เราหาได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว
ยังมีคนที่เข้าใจเรายืนอยู่ใกล้ๆ
แม้ว่าเราจะไม่เคยรู้จัก
แม่ว่าท่านทั้งสองนั้นได้จากไปแล้ว
และแม้จะอยู่กันคนละช่วงเวลา
.
ยังมีคนที่เข้าใจเรา
แม้ว่าจะรักความสันโดษก็เป็นที่สุด
ความคิดของคนรอบข้างแทบจะไม่มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของเรา
แต่เราก็ไม่ได้แปลกแยกเสียทีเดียว
.
การมีความรักหาได้หมายความว่า
จนสิ่งต่างๆ รอบตัวล้วนหมดความสำคัญลง
หรือการมีความรักจะต้องสร้างพันธะ
ต่อกันและกัน จนทำอะไรไม่ได้
หรือ ไม่ได้แม้แต่จะฝัน
.
เราต่างล้วนมีหน้าที่ และความฝัน
และการทำหน้าที่ให้ดี
ย่อมสะท้อนถึงคุณค่าแห่งการมีอยู่ของเรา
และการมีความฝัน
ย่อมเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการมีชีวิตอยู่
.
***************************************
ผมพบที่คั่นหนังสือระหว่างที่ผมเขียนเรื่องนี้อยู่
มีข้อความสั้นๆ อยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนผมไม่เข้าใจจริงๆ
ว่า ความหมายของมันคืออะไร
แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน จึงรู้ว่านี่อาจจะเป็นประโยคที่สะท้อน
ความคิด และความรู้สึกของเราในเวลานั้นออกมาได้ดีที่สุด
และน่าจะเป็นประโยคสุดท้ายสำหรับบทความนี้
.
“ข้าพเจ้ามุ่งทำงานให้สำเร็จ โดยมุ่งหวังมูลค่าสุดท้ายซี่งจ่ายด้วยรัก” – ไม่ทราบนามผู้แต่ง
Ay, you shall be together even in the silent memory of God.
แต่ ขอให้มีช่องว่างในการอยู่ด้วยกันของเธอ
But let there be spaces in your togetherness,
และ ขอให้กระแสลมแห่งสวรรค์โบกโบยไปมาระหว่างเธอ
And let the winds of the heavens dance between you.
.
.
.
จงรักกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก
Love one another, but make not a bond of love:
และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
Let it rather be a moving sea between the shores of you souls.
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน
Fill each other's cup but drink not from one cup.
จงแบ่งขนมปังของกันและกัน แต่อย่ากินจากก้อนเดียวกัน
Give one another of your bread but eat not from the same loaf.
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
Sing and dance together and be joyous,
แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่อย่างโดดเดี่ยว
but let each on of you be alone,
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว
Even as the strings of a lute are alone
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน
though they quiver with the same music.
จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง
Give your hearts, but not into each other's keeping.
เพราะหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้
For only the hand of Life can contain your hearts.
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก
And stand together yet not too near together:
เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน
For the pillars of the temple stand apart,
และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้
And the oak tree and the cypress grow not in each other's shadow.
The Prophet – Kahlil Jibran
ปรัชญาชีวิต – คาริล ยิบราน
แปลโดย ระวี ภาวิไล
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
**********************************************
บทกวีนี้อันงดงามนี้เองที่เป็นแนวทางให้กับวง Pause ในการแต่งเพลงเพลงหนึ่ง
คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากผู้ที่เคยได้ฟังผลงานของศิลปินนี้มาบ้าง จะนึกออกว่ามันคือเพลงอะไร
.
.
“ที่ว่าง” น่าจะเป็นเพลงไทยที่ผมชื่นชอบที่สุด
ไม่ใช่เพราะแต่งจากบทกวีของ คาริล ยิบราน
หรือเพราะโจ้เป็นคนร้อง
หากแต่ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกว่า
เราหาได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว
ยังมีคนที่เข้าใจเรายืนอยู่ใกล้ๆ
แม้ว่าเราจะไม่เคยรู้จัก
แม่ว่าท่านทั้งสองนั้นได้จากไปแล้ว
และแม้จะอยู่กันคนละช่วงเวลา
.
ยังมีคนที่เข้าใจเรา
แม้ว่าจะรักความสันโดษก็เป็นที่สุด
ความคิดของคนรอบข้างแทบจะไม่มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของเรา
แต่เราก็ไม่ได้แปลกแยกเสียทีเดียว
.
การมีความรักหาได้หมายความว่า
จนสิ่งต่างๆ รอบตัวล้วนหมดความสำคัญลง
หรือการมีความรักจะต้องสร้างพันธะ
ต่อกันและกัน จนทำอะไรไม่ได้
หรือ ไม่ได้แม้แต่จะฝัน
.
เราต่างล้วนมีหน้าที่ และความฝัน
และการทำหน้าที่ให้ดี
ย่อมสะท้อนถึงคุณค่าแห่งการมีอยู่ของเรา
และการมีความฝัน
ย่อมเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการมีชีวิตอยู่
.
***************************************
ผมพบที่คั่นหนังสือระหว่างที่ผมเขียนเรื่องนี้อยู่
มีข้อความสั้นๆ อยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนผมไม่เข้าใจจริงๆ
ว่า ความหมายของมันคืออะไร
แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน จึงรู้ว่านี่อาจจะเป็นประโยคที่สะท้อน
ความคิด และความรู้สึกของเราในเวลานั้นออกมาได้ดีที่สุด
และน่าจะเป็นประโยคสุดท้ายสำหรับบทความนี้
.
“ข้าพเจ้ามุ่งทำงานให้สำเร็จ โดยมุ่งหวังมูลค่าสุดท้ายซี่งจ่ายด้วยรัก” – ไม่ทราบนามผู้แต่ง
ความสุขที่ถูกลืม
คนป่วยยังไม่ตาย
แล้วจะเศร้าไปใย
แม้นหากว่าจากไปแล้ว
ย่อมพ้นจากความทุกข์ทรมาน
แล้วจะเศร้าไปใย
คนเรายามทุกข์ใจ หาใช่ว่ามิอาจหาความสุขได้
คนเรายามสุขใจ หาใช่ว่าจะไม่มีความทุกข์
แม้นว่าทั้งสองจะเป็นสิ่งตรงข้าม
อยู่ที่ว่าเราเปิดใจยอมรับสภาพนั้น ณ เวลานั้น
ณ บริบทนั้น ได้มากแต่ไหน
เพราะทุกข์ หรือสุข อยู่ที่ใจเรานั่นเอง
.
.
.
คนตายหาใช่อยากให้เราเป็นทุกข์
เรายังจะต้องมีชีวิตอยู่
และอยู่อย่างมีชีวิต
แล้วจะเศร้าไปใย
แม้นหากว่าจากไปแล้ว
ย่อมพ้นจากความทุกข์ทรมาน
แล้วจะเศร้าไปใย
คนเรายามทุกข์ใจ หาใช่ว่ามิอาจหาความสุขได้
คนเรายามสุขใจ หาใช่ว่าจะไม่มีความทุกข์
แม้นว่าทั้งสองจะเป็นสิ่งตรงข้าม
อยู่ที่ว่าเราเปิดใจยอมรับสภาพนั้น ณ เวลานั้น
ณ บริบทนั้น ได้มากแต่ไหน
เพราะทุกข์ หรือสุข อยู่ที่ใจเรานั่นเอง
.
.
.
คนตายหาใช่อยากให้เราเป็นทุกข์
เรายังจะต้องมีชีวิตอยู่
และอยู่อย่างมีชีวิต
Subscribe to:
Posts (Atom)