Popular Posts

Sunday, March 26, 2006

ความคิดเมื่ออยู่เพียงลำพัง - รองเท้าของผม 2


รองเท้าคู่เล็กนั้นทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาในวัยเด็กที่เราช่างดูอ่อนแอ บอบบาง และดูแลตัวเองไม่ได้
หลายปีก่อนยายชอบเล่นกับผมบ่อยๆ ว่า “เลี้ยงมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ถ้ารู้ว่าโตแล้วจะเป็นแบบนี้ จะเอาขี้เถ้ายัดปากตั้งแต่เด็กแล้ว”

เรามีช่วงวัยทารกที่ยาวนานเสียเหลือเกิน กว่าจะดูแลตัวเองได้
กว่าตีนเท่าฝาหอยจะเป็นตีนที่ใหญ่อย่างยิ่ง ยาวอย่างยิ่ง
ก็ได้เคยฝากชีวิตไว้กับคนหลายคน

จึงอยากจะบอกขอบคุณทั้งคนที่ให้ชีวิต คนที่เลี้ยงดู และคนอื่นๆ อีกมากมาย
ที่ทำให้อยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้
แม้บางครั้งอาจไม่ได้แสดงออก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราลืมสิ่งสำคัญนั้นไป

บางครั้งรู้เหนื่อยที่ต้องดูแลคนในครอบครัว
แต่พอเห็นรองเท้าแล้วก็พูดไม่ออก เพราะสิ่งที่เราทำนั้นมันเทียบไม่ได้หรือกับสิ่งที่เราเคยได้รับมา
ความเหนื่อยล้าจึงหายไปชั่วขณะ

ผมไม่เข้าใจความคิดของคนที่พูดว่า จะออกไปสร้างครอบครัว
หรือ จะไปมีครอบครัวเป็นของตัวเอง
เพราะหากเขาไม่ใช่เด็กกำพร้า ที่เหลืออยู่ตัวคนเดียว
แล้วคนที่อยู่เขาอยู่ด้วย หรือกลับไปหาในวันหยุดนั้น ไม่ใช่ครอบครัวของเขาหรือไง


(บทส่งท้าย – ผมเขียนบทส่งท้ายไม่บ่อยนักในงานเขียน มันเหมือนกับการเจียรนัยที่เราจำเป็นต้องสกัดเอาส่วนสำคัญบางส่วนออกโดยไม่ควรคำนึงว่ามันมีค่าเพียงไร หินที่ไม่ถูกขัดเกลาก็หามิต่างอะไรกับก้อนกรวด แต่เราจะลืมไม่ได้ว่าสะเก็ดที่ถูกสกัดออกไปนั้นคุณค่าภายใจก็ยังอยู่เช่นเดิม และสิ่งเหล่านี้เองที่ประกอบขึ้นเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความคิดสำคัญขึ้นมา จึงรู้สึกเสียหายหากปล่อยให้มันเลือนหายไป)
จากผู้เขียน

ยากจะเชื่อว่าการไปร้านซ่อมจักรยานเมื่อช่วงปีใหม่ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานชิ้นนี้
วันนั้นได้คุยกับช่างเรื่องยากจักรยานที่มักจะแตกเมื่อที่ทางไกล
พี่โพลค์ (ช่าง) บอกว่าวันไหนยางมันจะแตกก็แตก
หาชุดปะยางดีๆ เตรียมไว้ดีกว่า และแนะนำให้ใช้กาวยี่ห้อ KKK ที่หาได้ตามร้านช่างทั่วไป
ซึ่งผมก็ยังไม่ได้ซื้อเพราะหลอดเก่ายังไม่หมด
.
.
.
จนวันที่ปั่นอยู่ที่แม่ฮ่องสอน ยางผมแตกระหว่างทาง
โชคดีที่ไม่ได้แตกตอนหมาไล่ ไม่งั้นไม่กูมึงต้องได้ตายกันไปข้าง
ด้วยความรีบผมยัดยางในเส้นใหม่ใส่เข้าไปแทนที่จะปะยางเส้นนั้น

ไม่รู้ตอนไหนอาชัย สหายร่วมทางเอายางเส้นนั้นไปปะแล้วคืนให้ผมพร้อมกับกาว KKK หนึ่งกระปุก
แกบอกว่าซื้อมาเกิน ขวัญเอาเก็บไว้แล้วกัน
แล้วผมเก็บจริงๆ (เก็บจนลืม)

จนกระทั่งวันหนึ่งผมจำเป็นต้องเอารองเท้าหนังสุดรักมาใช้
แม้จะมีสภาพซอมซ่อเต็มที แผ่นยางด้านล่างแทบจะล่อนออกมาทั้งอัน พื้นรองเท้าด้านในเละยังกะโดนกุญชรสังวาส

แต่ผมถือว่าหากนิ้วหัวแม่ตีนยังไม่โผล่ออกมาแปลว่ายังใช้ได้

ผมเริ่มซ่อมมันในวันรุ่งขึ้นและแน่นอนกาวกระปุกนั้นต้องถูกนำมาทดสอบว่าแจ่มตามคำอ้างหรือไม่
จากนั้นผมจึงออกไปแรดเพื่อซื้อพื้นรองด้าวในมาใส่
อะไรๆ เหมือนจะเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังดูทะแม่งๆ หากไม่ได้ขัด
แล้วความคิดมากมายก็โฟ่ออกมาทันทีที่ผมขัดรองเท้าคู่นั้น ดังที่กล่าวไว้มันคือความคุ้นเคยที่ถูกลืม
จนผมรู้สึกแปลกใจว่าลืมความรู้สึกนี้ไปได้อย่างไร

ผมคิดย้อนไปจนถึงว่าหากวันนั้นผมไม่ได้ไปรานจักรยาน แล้วผมจะได้มานั่งขัดรองเท้าอีกหรือไม่
หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมานั้นหาใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากเหตุปัจจัยหลายอย่างส่งผลต่อๆ กันมา
เหมือนกับการมีชีวิตที่จะต้องอยู่ร่วมและพึ่งพาบุคคลต่างๆ มากมาย
เราไม่ได้เป็นแบบนี้ทันทีที่เกิดมา

Sunday, March 19, 2006

ความคิดเมื่ออยู่เพียงลำพัง - รองเท้าของผม


เกือบสองปีแล้วที่รองเท้าคู่นี้ไม่เคยถูกนำมาขัด

มันเป็นนิสัยที่ผมติดมาจากรองเท้าคู่เก่า ซึ่งผมมักปลีกตัวออกมานั่งขัดรองเท้าอยู่ลำพังในโรงรถในทุกคืนวันพฤหัสบดี

อาจดูเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเด็กมัธยมหลายๆ คนที่ทุ่มเทเวลาและความสนใจทั้งหมดในชีวิตไปกับการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย

แต่สำหรับผมแล้ว ในเวลานั้นผมไม่อาจทุ่มความสนใจให้กับอะไรได้ทั้งสิ้น

การขัดรองเท้าเริ่มขึ้นทันทีหลังจากเสียงลูกเหล็ก และเสียงตะโกนโหวกเหวกของผมสิ้นสุดลง สมองของผมเกือบจะว่างเปล่าหลังจากการฝึกที่แลกด้วยเวลาและเรี่ยวแรงทั้งหมด
มันคือเวลาเดียวที่จิตใจอันเหนื่อยล้าหยุดได้พัก
และเยียวยาตัวเองอย่างเงียบๆ เพียงลำพัง
ผมอยากจะหยุดเวลาไว้เพียงเท่านี้ แม้รู้ทั้งรู้ว่ามันมิอาจเป็นไปได้
.
.
.
รองเท้าแม้มีสีดำทว่าขัดให้ดีแล้วเราจะมองเห็นมิติลึกๆ ที่อยู่ภายใต้
เหมือนกับใจเราที่แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่รู้ว่ามีความคิดอะไรบ้างอยู่ภายใน
ความคิดมากมายวาบขึ้นมาราวกับเป็นเงาสะท้อนจากรองเท้า ระหว่างที่เราได้อยู่เพียงลำพัง ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
.
ผมจึงขัดรองเท้าไปเรื่อยๆ
เพื่อให้จิตใจได้หยุดพัก และพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัวได้นานที่สุด
.
รองเท้าที่มันวาวอาจเป็นเพียงผลพลอยได้
แปรงขนและก้อนสำลีหาได้เพียงชักเงาให้รองเท้า แต่ได้ดูแลรอยแผลมากมายภายในจิตใจ
.
.
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากรองเท้าของผมดูมันเงาเสมอในหลายรอบหลายปีที่ผ่านมา
.
.
.
.จนกระทั่งผมออกจากมหาลัย
รองเท้าที่เคยใส่ทุกวันกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นการขัดรองเท้าค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย
จนเมื่ออาทิตย์ที่ก่อน

..............

ผมทนดูความทุเรศของรองเท้าตัวเองไม่ได้อีกต่อไป เชื่อว่าถ้าปล่อยให้อีกไม่นานก็คงเกินเยียวยา
การซ่อมจบลงที่การทำความสะอาด และแน่นอนผมต้องการให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
.
.
ทันทีที่เริ่ม
ความคิดมากมายวาบขึ้นมา................มันเป็นความรู้สึกคุ้นเคยที่ถูกลืม

เรื่องราวมากมายในอดีดผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้จบ
น่าแปลกที่แม้ว่ามันจะเป็นความสุขหรือทุกข์เพียงใด แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไป
มันดูสวยงามเสมอ
.
.
.
ภาพรองเท้าคู่แรกของผมวาบขึ้นมาเตือนให้ผมไม่ลืมเรื่องราวที่สำคัญในอดีต
คงมีเด็กไม่กี่คนที่ได้ใส่รองเท้าหนังตั้งแต่เกิด
นั่นไม่ใช่เพราะความดัดจริตเลยแม้แต่น้อย ทว่าคือความผิดปรกติของเท้าผมเอง

ผมแสดงความไม่ธรรมดาตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ ด้วยการถีบถุงน้ำแตกจนต้องผ่าออกมาก่อนกำหนด
(...คงไม่รู้มาก่อนหละซิว่ากูตายยากมาตั้งแต่เกิด...)
และยืนยันในความไม่ธรรมดาอีกครั้งด้วยรูปทรงที่ไม่เหมือนชาวบ้านของเท้าข้างเดิม
หมอให้รองเท้าบู๊ตสีขาวเป็นของขวัญวันเกิดที่ไม่เต็มใจจะได้สักเท่าไหร่ ซึ่งผมจะต้องใส่รองเท้าแบบเดียวกันไปอีก 10 ปี

แม่บอกว่าผมร้องไห้จ้าทุกทีที่ใส่รองเท้าจนยายสงสารจนต้องถอดออก

แต่แม่จอมโหดของผมเห็นเมื่อไหร่ก็จับใส่เมื่อนั้น โดยไม่คำนึงถึงลูกน้อยที่น่ารักว่าจะทุรนทุรายขนาดไหน
แต่ก็เพราะความใจโหดหินของแม่นั่นเองที่ทำให้ผมเดินได้ปรกติเหมือนชาวบ้าน

การผมต้องใส่รองเท้าบู๊ตไปโรงเรียนตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมเคยชินกับการทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน
ทุกครั้งที่เปิดเทอมผมต้องตอบคำถามเดิมๆ จากครูแม่งแทบจะทุกคนว่าทำไมใส่รองเท้าแบบนี้
แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่านั่นเป็นปมด้อยเลย
ตรงข้ามวันไหนผีเข้าผมก็ขัดรองเท้าไปโรงเรียนให้เพื่อนหมั่นไส้เล่นๆ
สิ่งที่ผมต่างจากเด็กผู้ชายคนอื่นจริงๆ อาจเป็นเรื่องที่ผมไม่เตะบอล เพราะรองเท้าแม่งหนักมากเนื่องจากจะต้องถ่วงเท้าให้เหยียบพื้นอยู่เสมอ

รองเท้าคู่สุดท้ายแม่งกวนตีนมากเพราะข้างซ้ายและขวาจะดูกลับกัน…………. และคนก็จะทักอยู่นั่นแหละ.....จนผมอยากจะแจกบู๊ตให้กินเป็นของว่าง
ด้วยความที่มันกวนตีนผมจึงไม่ได้เก็บรองเท้าคู่นั้นไว้
เหลือเพียงคู่แรก
.
.
.
มันยังอยู่ในสภาพดี แม้ว่าจะมีอายุยี่สิบกว่าปีแล้ว
ผมนำมันมาวางคู่กับรองเท้าคู่ปัจจุบันที่ผมกำลังขัดอยู่
นอกจากสีที่ตรงข้าม ขนาดก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง
จนอาจจะเรียกได้ว่าความเหมือนที่แตกต่าง

(ต่อภาค 2 )

Friday, March 10, 2006

ชีวิตหลังเขาที่เกาะเต่า และ The Animal Party

ชีวิตหลังเขาที่เกาะเต่า และ The Animal Party

ผมเริ่มงานที่เกาะเต่า 2 สัปดาห์หลังจากที่ผมจบมหาลัยในปี 2547
แม้ว่าผมจะสอนดำน้ำมาก่อนหน้านั้นมาแล้วปีกว่า แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการทำงานเต็มรูปแบบเช่นครั้งนี้
หากกล่าวว่านี่คือที่ทำงานแห่งแรกของผมก็คงจะไม่ผิดเสียทีเดียว
และปัจจุบันผมก็ยังแวะไปเยี่ยมเยียนที่นั่นบ่อยๆ
.
.
.
ผมไม่รู้สึกว่า แบล็คทิพไดว์วิ่ง หากแต่เป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของผม
มีบทเรียนมากมายที่ผมได้รับจากที่นี่
โดยเฉพาะจากพี่ๆ ที่ร่วมงานด้วยกัน และเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีที่สุดในชีวิต
.
.
.
ที่ริมหาดคืนนั้น พี่เบิ้ล หนึ่งในสมาชิกของพวกเรา
อยู่ดีๆ ก็บอกกับผมว่า

“พี่คงไม่ได้มีประสบความสำเร็จเหมือนขวัญหากวันไหนที่ขวัญมีชื่อเสียง แล้วเขียนหนังสือขึ้นมา ขอให้พี่ได้อยู่ในหนังสือของขวัญด้วย หรือ ขอให้มีความคิดของพี่อยู่ในนั้นสักเรื่องก็ยังดี”

ผมอยากบอกให้พี่รู้ว่า วันที่ผมประสบความสำเร็จ หรือมีชื่อเสียงอาจไม่มีวันมาถึง ทว่าเรื่องราวและความคิดของพี่ได้อยู่ในงานเขียนของผมแล้ว
.
.
.
ด้วยความรัก และ เคารพ

ขวัญ ผู้ยิ่งใหญ่จนมิอาจนอนคว่ำ

โปรดอดใจรอพบกับพี่ๆ ที่รักของผม

Friday, March 03, 2006

ความทรงจำในโลกใต้น้ำ ภาค ๒ - ความสุขในการดำน้ำ

สมัยที่ผมดำน้ำใหม่ๆ นั้น ก็คงจะเหมือนนักดำน้ำหลายๆ คนที่
อยากเห็นฝูงปลา ปลาใหญ่ๆ สัตว์หน้าตาแปลกๆ ปะการังสวยๆ น้ำใสๆ ฯลฯ
จนเมื่อห้าปีที่แล้ว
ผมพบว่าเราแม้ว่าจะไม่มีสิ่งเหล่านั้น
เรายังสามารถมีความสุขกับการดำน้ำได้


เพียงแค่เราได้ลงไปลอยอยู่กลางน้ำ
มองดูฟองอากาศที่ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
ฟองอากาศเล็กๆ ที่เราหายใจออกมา
ค่อยๆ ลอยขึ้น และโตขึ้นทีละนิดๆ
จนแตกออกมาเป็นหลายๆ อัน
แล้วก็ค่อยๆ ลอยขึ้น และโตขึ้นอีก
แล้วก็แตกออกมาอีกเป็นกลุ่มฟอง
มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงผิวน้ำ

หลายคนอาจเคยเห็นสิงห์อมควัน
พ่นก๊าซสีเทาออกมาเป็นรูปวงแหวน
หรือ ที่เรียกกันจนติดปากว่าทำโดนัท
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า
เราสามารถทำโดนัทเมื่ออยู่ใต้น้ำได้เช่นกัน
และฟองอากาศรูปวงแหวนนี้
จะค่อยๆ โตขึ้นๆ เช่นเดียวกับฟองอากาศ
ที่เราหายใจออกมา
แล้วก็แตกออกเป็นกลุ่มฟองในที่สุด

ที่สภาวะเสมือนไร้แรงโน้มถ่วง
จะตีลังกากลับหัวกลับหางอย่างไรย่อมทำได้
หลายสิ่งที่ทำไม่ได้บนบก เป็นไปได้ที่นี่
เราสามารถลอยหรือจมได้ดังใจ
เมื่อเราหายใจเข้าปริมาตรปอดจะเพิ่มมากขึ้นเราก็จะลอย
และเมื่อเราหายใจออกปริมาตรปอดจะลดลงเราก็จะจม
มันเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงแค่มีความคุ้นเคยกับมัน

ณ เวลานั้นผมเรียกสิ่งนี้ว่า “ความสนุกกับสภาวะใต้น้ำ”
.
.
.
มีความคิดและความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นเมื่ออยู่ใต้น้ำ
แต่ที่น่าเสียดายคือมันนึกออกเฉพาะตอนที่อยู่ใต้เท่านั้น
ผมดำน้ำมานานพอสมควร แต่แทบจะไม่เคยบันทึกเรื่องนี้เอาไว้
แล้วก็ไม่ค่อยคุยกับใครเรื่องนี้ด้วย
เหตุผลง่ายๆ คือ...พอขึ้นมาแล้วมันก็ลืม

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วขณะที่ผมกำลังดำน้ำอยู่ที่กองชุมพร
ปลาขนาดใหญ่มากตัวหนึ่งได้ว่ายเข้ามาอย่าช้าๆ
ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ ที่เราเรียกว่า ฉลามวาฬ
ได้ปรากฏให้พวกเราได้เห็นในระยะใกล้ๆ
แม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้สัมผัสกับมัน
แต่มันก็กว่าสี่ปีแล้วที่ผมไม่เคยได้เห็นอีกเลย
ความประทับใจในอดีตวาบขึ้นมา

มันชัดเจน และรุนแรง จนมิอาจจะเชื่อว่า
ราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้น

ความรู้สึกในวันนั้นมีพลังมากพอจนยากจะลืม แม้ขึ้นสู่ผิวน้ำแล้ว
และยังเตือนให้เราไม่ลืมว่า มีความรู้สึกบางอย่างที่เราสัมผัสได้ยามที่เราอยู่ใต้น้ำเท่านั้น
ซึ่งในยามปรกติเราไม่อาจสัมผัสได้
รู้เพียงแต่ว่ามีความรู้สึก แต่ไม่สามารถสัมผัสได้ว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร
นอกเสียจากว่าเราสามารถถ่ายทอดออกมาได้ในวินาทีนั้น
.
.
.
ผมจึงเรียกมันว่า “ความทรงจำในโลกใต้น้ำ”

ความทรงจำในโลกใต้น้ำ ภาค ๑ - หน้าที่ดูแล


เรื่องง่ายๆ บางเรื่อง อาจกลายเป็นเรื่องยากหากจะต้องนำมาถ่ายทอด
หากไปถามช่างสีว่าจะต้องผสมอะไรบ้างจึงจะได้สีออกมาตามที่ต้องการ
ช่างอาจให้คำตอบที่เราต้องการไม่ได้
นอกเสียจากว่าเขาจะทำให้ดู

แน่นอนว่าช่างไม่ได้โง่
และช่างก็ไม่ได้เป็นใบ้
แต่เรื่องบางเรื่องนั้นหาใช่อธิบายได้ง่าย
นอกเสียจากว่าจะต้องลงมือทำแล้วจะนึกออกเองว่าจะต่อทำอะไรบ้าง

...................................................................


ในวินาที่ขอบหน้ากากพ้นผิวน้ำ
หลายสิ่งหลายอย่าง โฟ่เข้ามาในจิดใต้สำนึกของผม
การแสดงออกของผมเปลี่ยนไป นั่นอาจเป็นเพราะเราไม่สามารถ
พูดคุยได้อย่างปรกติอีกแล้ว
แววตา และท่าทาง เท่านั้นคือสิ่งที่เราใช้สื่อสารในวินาทีนี้
และนั่นทำให้ผมต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก
เพื่อจะได้ทราบความรู้สึกของคนที่ดำน้ำด้วยกัน

บางทีอาจเป็นเพราะ
เราไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เลยหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
ไม่ถึงกับต้องมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น
เพียงแค่มีปัญหาเกิดขึ้น และนักเรียนรู้สึกว่าการดำน้ำเป็นเรื่องที่ไม่สนุก
และเลิกเรียนดำน้ำเสียกลางคัน
ก็จะเกิดเป็นหลุมดำในจิตใจของคนที่เป็นครูไปอีกนาน


ดำน้ำก็เหมือนกับกิจกรรมทั่วๆ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้
อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
แต่หากเราปล่อยให้ปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นทั้งๆ ที่เราสามารถป้องกันได้
นั่นก็คือความบกพร่องที่ไม่น่าให้อภัย

นี่เองอาจจะเป็นสาเหตุให้ผมกลายเป็นคนละคนทันทีขอบหน้ากากพ้นน้ำลงไป
เรามีหน้าที่ให้ความดูแลให้คนที่มากับเรา
ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่าจะต้องทำอะไรในเวลาไหน
และทำอย่างไร จึงจะเข้าใจคนอื่นและทำให้พวกเราเข้าใจเรา
มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ หรือที่เราเรียกมันว่า “จิตใต้สำนึก”
มันเป็นอารมณ์ของคนทำงานที่ดีทีเดียว
มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ง่ายนัก
เหมือนกับไปถามช่างสีว่าจะต้องผสมอะไรบ้างจึงจะได้สีออกมาตามที่ต้องการ
ช่างอาจให้คำตอบที่เราต้องการไม่ได้
นอกเสียจากว่าเขาจะทำให้ดู

แน่นอนว่าช่างไม่ได้โง่
และช่างก็ไม่ได้เป็นใบ้
แต่เรื่องบางเรื่องนั้นหาใช่อธิบายได้ง่าย
นอกเสียจากว่าจะต้องลงมือทำแล้วจะนึกออกเองว่าจะต่อทำอะไรบ้าง
.
.
.
ช่างอาจดูเป็นคนที่แทบจะไม่มีความหมายอะไรสำคัญ
แต่หากในเรื่องงานที่เขาถนัดแล้ว
เขาคือคนสำคัญ
เพราะคนเราก็ไม่ได้เก่งไปหมดเสียทุกเรื่อง
แต่ก็ขอให้มีสักเรื่องที่เราทำได้ดี
เพื่อเป็นคุณค่าในของชีวิตเรา
.
.
.