Popular Posts

Wednesday, June 08, 2011

TRADITIONAL PALI CHANTS





อารัมภบท – ถ้าขี้เกียจอ่านความไร้สาระที่ไร้สาระกว่าที่คิดให้ข้ามไปที่ TRADITIONAL PALI CHANTS
ได้เลย

หลายปีก่อนผมบ้าอัพบล็อกมากขนาดที่บอกกับหลาย ๆ คนว่า "พวกมึงไม่ต้องคุยกับกูก็ได้นะ อยากรู้อะไรก็ไปอ่านในบล็อกกูก็แล้วกัน"

แม้แต่กับแม่ ผมก็บอกอยู่เสมอว่า "นาน ๆ เจอกันทีแม่อยากรู้อะไรก็ไปอ่านในบล็อกเอาเองนะ"

บล็อกเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ใคร ๆ จะได้เห็นตัวตนที่ (อาจจะ) แท้จริงของผม โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้จักกันมาก่อน หรือจะต้องมองผ่านเปลือกที่ผมไม่ค่อยจะใส่ใจว่ามันจะเป็นอย่างไร และผมก็ไม่ค่อยจะสนใจว่าเพื่อนร่วม (หรือไม่ร่วม) อุดมการณ์จะเป็นใคร ฉะนั้นพื้นที่ตรงนี้จึงมีความพิเศษสำหรับผมเป็นอย่างยิ่ง

.

.

.

แต่แล้ววันหนึ่ง.........พลังลูกบ้าที่เคยมีอยู่มากมายมันหายไปหมดสิ้น.........มิผิดหากจะยกย่องว่าผมเป็นบล็อกเกอร์ที่ตายทั้งเป็น

..............................................................................................................

"มึงจะเกริ่นทำห่าอะไรนักหนา" หนอนบล็อกแขวะอย่างสุภาพ


ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมต้องทนกับความน่าสมเพชของตัวเองในการเขียนโครงการนำเสนอเพื่อขอตังค์คนอื่นมาสานฝันในอดีตและปัจจุบัน ยิ่งโครงการแรกถูกปฏิเสธการเขียนโครงการอันต่อมาก็อืดขึ้นไปอีกหลายเท่า แต่ละวันหมดไปกับการนั่งเทียนเขียนอย่างแดกดัน แต่ด้วยความถึกทนดั่งควายธนูผมก็แดก ๆ ดัน ๆ ไปจนเสร็จ และเมื่อไม่ต้องทำเรื่องที่ต้องทำอีกต่อไป จึงได้ทำเรื่องที่ไม่ต้องทำแต่อยากจะทำเสียที

.

.

.

และพลังลูกบ้าก็กลับมาอีกครั้ง ราวกับฟ้าใสหลังมรสุม

..............................................................................................................

TRADITIONAL PALI CHANTS

ผมตั้งใจจะออกหนังสือมานานแล้วและก็เกือบจะได้อยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยคิดเลยสักครั้งในชีวิตเลยว่าหนังสือเล่มแรกจะออกมาในแนวนี้

ราว ๆ เดือนพฤษภาคมปี 2010 ซึ่งเป็นเดือนที่ 11 ในชีวิตผ้าเหลืองของผมมีชาวมาเลเซียมาขอบรรพชาและอุปสมบทที่วัดจำนวนทั้งหมด 12 รูป เดิมทีนั้นอุบาสกกลุ่มนี้ได้ติดต่อไปที่วัดสระเกศแต่ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่หลวงพ่อสมเด็จจึงส่งพวกเขามายังวัดที่ผมอยู่ ความหล่อแบบอินเตอร์ทำให้ผมมาในโครงการนี้พร้อมกับพระอีกสองรูปคือ หลวงพ่อณัฐวุฒิ และหลวงพี่ยศพัชร์ (บาส) พวกเราทั้งสามมีหน้าที่อบรมดูแล อำนวยความสะดวก สอนการขานนาค (การขอบวช) รวมถึงการสอนสวดมนต์ทำวัตรให้กับสมาชิกใหม่

อุปสรรคไม่ใช่แค่การสื่อสารแต่ยังรวมถึงการรวบรวมเรียบเรียงบทสวดจากแหล่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันให้ตรงกับหนังสือสวดมนต์ที่ทางวัดใช้เพื่อให้พระใหม่สามารถร่วมทำวัตรสวดมนต์กับพระเก่าได้ หลายคนอาจสงสัยว่าเพราะเหตุใดจึงให้ความกับการสวดมนต์นัก ที่เป็นเช่นนั้นเพราะก่อนที่จะมีการบันทึกพระธรรมเป็นลายลักษณ์อักษรพระสงฆ์ใช้การท่องจำในการบันทึกเพียงอย่างเดียว และจะมีการสวดพร้อมกันอยู่เรื่อย ๆ เพื่อทบทวนความถูกต้อง เหตุนี้การสวดมนต์จึงเป็นการรักษาพระธรรมอีกวิธีหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นการทบทวนคำสอนไปพร้อมกัน

การเรียบเรียงที่เริ่มจากศูนย์ในเวลาที่จำกัดทำให้เอกสารประกอบการสวดมนต์ชุดแรกออกมาในรูปแบบของ A4 เย็บแม็ก ที่แจกไปพร้อมกับคำพูดในแววตาว่า "ขอโทษนะท่านที่ไม่ค่อยพร้อม แต่..........มีให้ใช้ก็บุญแล้ว!"

นอกจากพระแล้วทางวัดก็มีชาวต่างประเทศเข้ามาปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี แต่น้อยคนนักที่มาร่วมทำวัตรสวดมนต์ และคงไม่มีสักคนเลยที่เข้าใจความหมายของสิ่งที่พวกเราท่องบ่นออกไป ผมนึกถึงวัดป่าที่เคยไปอยู่ปฎิบัติธรรมซึ่งมีพระชาวต่างประเทศอยู่มาก แต่พระทุกรูปก็เข้าทำวัตรสวดมนต์ตามปรกติเพราะที่นั่นมีหนังสือสวดมนต์แปลฉบับภาษาอังกฤษเป็นของตัวเอง


บางทีอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมีหนังสือแบบนั้นเป็นของตัวเองบ้าง

..............................................................................................................

ผมหันไปหาหลวงพี่บาส ทีมงานแก๊งเสื้อส้มซึ่งเป็นมือซ้ายของผมในตอนนั้นพร้อมกับบอกสิ่งที่ผมคิดให้ท่านทราบ........และการทำหนังสือก็เริ่มขึ้น เราแบ่งงานกันทันทีโดยหลวงพี่บาสมีหน้าที่รวบรวมบทสวดมนต์จากแหล่งต่าง ส่วนผมจัดรูปเล่มภายในให้สอดคล้องกับเล่มหลักที่ทางวัดใช้ นอกจากนั้นยังได้หลวงพ่อณัฐวุฒิมาช่วยพิมพ์อีกแรงทำให้งานในช่วงแรกเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว พวกเราตกลงกันในรายละเอียดหลายอย่างเพื่อให้หนังสือเล่มใหม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้อย่างแท้จริง เช่น การพิมพ์ชื่อคาถาด้วยภาษาอังกฤษและภาษาไทยทั้งในตัวเล่มและสารบัญเพื่อให้คนไทยสามารถช่วยเพื่อนชาวต่างชาติเปิดหาหน้าที่กำลังสวดได้, การติดแถบชื่อบทสวดมนต์ที่สวดบ่อยให้ยื่นออกมาข้างหนังสือเพื่อให้สามารถพลิกหน้าได้อย่างรวดเร็ว, การแทรกบทความมารยาทการทำวัตรสวดมนต์, การอ่านออกเสียงภาษาบาลีตัวอักษรโรมัน รวมถึงความหมายของธูป เทียน และดอกไม้ เป็นต้น

ส่วนการพิมพ์นั้นตั้งใจว่าจะทำกันอย่างเรียบง่ายและประหยัดโดยไม่คิดว่าหนังสือเล่มนี้จะต้องออกมาอย่างอลังการด้วยทุนสร้างแปดพันล้าน ผมนึกถึงแนวคิดที่ เติ้ง เสี่ยว ผิง เคยกล่าวไว้ว่า

"No matter if it is a white cat or a black cat; as long as it can catch mice, it is a good cat."

"ไม่ว่าแมวจะสีขาวหรือสีดำตราบใดที่มันยังจับหนูได้มันก็คือแมวที่ดี"

ด้วยเหตุนี้จึงลงมือจัดรูปเล่มเองโดยใช้ Word และความรู้แบบไก่กาที่พอจะมีติดหัวมาบ้าง โดยตั้งใจว่าอย่างมากก็ไม่เกินสามเดือน ผมเลือกใช้ Font Pali Charter เพราะอักขระค่อนข้างอ้วนจึงอ่านง่ายถึงจะวางบนพื้นก็ยังอ่านออก ไม่ค่อยมีปัญหาเวลาที่แปลงไฟล์ Font อื่นมาใช้ และตัวอักษรพิเศษดูกลมกลืนกับตัวอักษรธรรมดา

เดิมทีผมตั้งใจว่าจะพิมพ์ไม่กี่เล่มไว้สำหรับใช้งานในวัดจึงบอกบุญในวงแคบ ๆ กะว่าได้แค่ค่ากระดาษก็พอใจแล้ว แต่วันหนึ่งความคิดนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงเมื่อหลวงพ่อณัฐวุฒิบอกผมว่า

"หลวงพี่ทำมาเลย เงินขาดเท่าไหร่เดี๋ยวผมจัดการเอง เดี๋ยวผมไปบอกหลวงป๋า (เจ้าอาวาส) ให้ (เพื่อขออนุญาตจัดพิมพ์)"

เมื่อกลายมาเป็นโครงการของวัด ขั้นตอนถัดไปคือการไปปรึกษากับพระอาจารย์มหาประเสริฐ เพื่อคุยกันในรายละเอียดเพิ่มเติม และในวันนั้นเองยอดจัดพิมพ์ที่คิดว่าจะทำกันขำ ๆ ไม่กี่เล่มก็กลายมาเป็น 2,000 เล่ม เราประเมินกันคร่าว ๆ ว่าหากค่าจัดพิมพ์ตกเล่มละ 65 บาท โครงการนี้จะต้องใช้เงินถึง 130,000 บาท งานนี้ถ้าหลวงพ่อวุฒิไม่ออกปากว่าจะช่วยผมคงไม่กล้าพิมพ์เป็นเรื่องเป็นราวมากถึงเพียงนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามพวกเราก็ทำการบอกบุญกันอย่างขันแข็งโดยมีหลวงพี่บาส เป็นแกนนำ ผมได้เมลจาก Eunice ว่ายินดีจะบริจาคเงินสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ 1,000 พร้อมกับขอหมายเลขบัญชีธนาคารของผม โดยเธอขอผมอย่างเดียวว่าไม่ต้องการมีชื่อในหน้าผู้บริจาค ผมปรับยอดสมุดในอาทิตย์ถัดไปและพบว่าเงิน 1,000 นั้น ไม่ใช่พันบาทแต่คือพันดอลล่าร์!!! กำลังใจของพวกเราเพิ่มขึ้นอีกโข

เมื่อจะต้องจัดพิมพ์อย่างเป็นทางการ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการออกแบบปก ด้วยเหตุนี้จึงเดือนร้อนถึงพี่โอ๊คที่สึกไปราวครึ่งปีก่อน พี่โอ๊คใช้เวลาราวสองอาทิตย์ก่อนส่งตัวอย่างปกหนังสือมาให้ผมซึ่งงานปกนั้นกลายเป็น Talk of the temple อยู่พักนึง ด้วยความชำนาญด้านการออกแบบและงานพิมพ์ทำให้ภายหลังพี่โอ๊คกลายมาเป็นหนึ่งในทีมงานสำคัญของโครงการนี้

..............................................................................................................

ไม่เสร็จไม่เลิก

การเด็ดดอกไม้ดอกเดียวทำให้จักรวาลสะเทือนได้ฉันใด การเปลี่ยนแปลงเพียงหนึ่งอักขระก็อาจทำให้หน้าเด้งทั้งเล่มได้ฉันนั้น

หนังสือที่ดูเหมือนจะเสร็จแต่ก็ไม่เสร็จเสียที ด้วยเหตุที่ตัวอักษรโรมันสำหรับภาษาบาลีมีรายละเอียดยิบย่อยมาก อีกทั้งข้อมูลที่ได้มาก็มีคำผิดปนอยู่ไม่น้อย หนำซ้ำบางเล่มเขียนเป็น Karaoke ซึ่งแม้จะทำให้ดูอ่านง่ายแต่เป็นการทำลายรากศัพท์แบบไม่เหลือชิ้นดี ทำให้ผู้ที่ต้องการศึกษาภาษาบาลีใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย หลายท่านอาจไม่ทราบว่าบทสวดมนต์ที่เราสวด ๆ กันอยู่นั้นมีหลายบทที่เป็นฉันท์ซึ่งมีฉันทลักษณ์ตายตัว (พระพุทธเจ้าตรัสเป็นบุรุษพิเศษตรัสครั้งละ ๘ คำ!) ดังนั้นการตรวจทานจึงเป็นไปดุเดือดเพื่อรักษาไว้ซึ่งพุทธพจน์ ที่น่าสนใจคือพวกเราพบคำผิดในหนังสือแทบทุกเล่มที่นำมาใช้อ้างอิง!.............แล้วผมจะเชื่อเล่มไหนดี

งานช่วงนี้ช้ามากจน.......ผมกลับสู่เพศคราวาส! ปล่อยให้หลวงพี่บาสบอกบุญและประสานงานกับ พม.ประเสริฐเพียงลำพัง แต่ถึงกระนั้นก็ตามผมยังคงช่วยงานที่วัดต่อไปเรื่อย ๆ

..............................................................................................................

Just so Few

หนึ่งในความประทับใจที่สุดในการทำหนังสือเล่มนี้คงจะหนีไม่พ้นการหาบทแปลของ "คติของสัตว์ ส่วนน้อย – ส่วนมาก" ซึ่งเป็นส่วนเสริมที่อยู่ในหน้าสุดท้ายของหนังสือสวดมนต์ฉบับภาษาไทยของวัด ยังดีที่มีอ้างอิงไว้ด้านล่างว่า "พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๐ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาตร ข้อ ๒๐๔ หน้า ๔๔" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการค้นหาต้นฉบับจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ

ขันติไม่มีบารมีไม่เกิด

ดูเหมือนจะง่ายแต่พอเอาเข้าจริงข้อมูลอ้างอิงที่เราได้มาแทบจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะการจัดเรียงพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษนั้นต่างกับของไทยโดยสิ้นเชิง ข้อมูลเดียวที่เป็นประโยชน์คือ "อังคุตตรนิกาย" ซึ่งในฉบับภาษาอังกฤษจะมีอยู่สี่เล่มจากสี่สิบกว่าเล่ม

พวกเรามาไกลเกินกว่าจะเดินถอยหลังหลวงพี่บาสกัดฟันคัดคัมภีร์ที่อยู่ในหมวดนี้ออกมาซึ่งใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า 'The book of gradual saying' จากนั้นพวกเราจึงช่วยกันไล่หาทีละหน้าจบพบข้อความเดียวกันกับในฉบับภาษาไทย ผมอยากจะตะโกนออกมาเมื่อพบคำว่า....


'Even as, monks, in this Rose-apple Land1 trifling in number are the pleasant parks, the pleasant groves, the pleasant grounds and lakes, while more numerous are the steep precipitous places, unfordable rivers, dense thickets of stakes and thorns, and inaccessible mountains, - just so few in number are those beings that are born on land: more numerous are the beings that are born in water.

Just so few in number are the beings that are reborn among men: more numerous are the beings that are born among others than men.

Just so few in number are those beings that are reborn in the middle districts: more numerous are those reborn in the outlying districts, among the undiscerning barbarians.


1 Jambudīpa. One of the four 'great islands,' of which the southernmost includes India.

.

.

.

Just so few can to this. I believe.

..............................................................................................................

คิดง่ายแต่ทำนาน

ผมพิมพ์ข้อมูลทั้งหมดลงไปรวมถึงเชิงอรรถที่มีอยู่ในต้นฉบับที่ขยายความหมายของคำว่า Rose-apple Land ว่าคือ ชมพูทวีป ดังที่ปรากฏอยู่ในตัวอย่างด้านล่าง

Jambudīpa. One of the four 'great islands,' of which the southernmost includes India.

นี่เองที่ทำให้ผมฉุกคิดว่ามีคำที่ต้องการคำอธิบายอีกมากในหนังสือของพวกเราและนี่เองที่นำไปสู่การทำอภิมหา Footnote แม้ผมจะรู้ดีว่าหนังสือเสร็จช้ากว่าที่ตั้งใจไว้มากแล้วแต่ส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้หนังสือเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก การทำ Footnote ได้อาศัยข้อมูลจากพจนานุกรมของ Buddhanet.net และ Glossary จากหนังสือไตรสิกขาของที่วัด ส่วนที่เหลือก็หาจากเว็บต่าง ๆ เหมือนจะง่ายแต่สิ่งที่ต้องระวังคือคำจำกัดความจากฝ่ายเถรวาทและมหายานนั้นไม่เหมือนกันเสมอไป ผมจึงจำเป็นต้องตรวจสอบจากตำราฝ่ายเถรวาทอีกครั้งเพื่อความถูกต้อง

Footnote ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ได้ทำสร้างปัญหากับการจัดหน้าและทำให้เสียเวลาแก้ไขอย่างมาก พื้นที่ด้านล่างที่เสียไปทำให้บทสวดมนต์ที่ถูกจัดหน้าเอาไว้แล้วเด้งทั้งเล่ม T T: ………………….. บางหน้าที่ผมทำเป็น 2 คอลัมน์เพื่อรักษาฉันทลักษณ์เละจนต้องตั้ง Tab ใหม่หมด ซึ่งผมมองไม่เห็นอนาคตเลยว่ามันจะต้องใช้เวลาอีกเท่าไรในการแก้ไขคราวนี้

ด้วยความสดของบัณฑิตใหม่ทำให้หลวงพี่บาสเสนอความคิดบรรเจิด ๆ ให้กับผมอยู่เสมอ ซึ่งทำให้หนังสือที่ช้าอยู่แล้วกลับช้ายิ่งขึ้นไปอีก ทว่าพวกเราเชื่อว่าหากทำแล้วไม่ดีกว่าของที่มีอยู่แล้วเราจะเสียเวลาทำไปเพื่ออะไร ผมตัดสินใจแปล "อานุภาพพระปริตร" เป็นภาษาอังกฤษ แม้ว่าช่วงแรกจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะคิดเอาว่าฝรั่งอ่านไปคงจะไม่เชื่อแล้วกลับจะมาหาว่าพวกเรางมงาย แต่สุดท้ายก็ทำตามที่หลวงพี่บาสเสนอโดยคิดว่าควรให้ผู้อ่านเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะเชื่อหรือไม่

Project การแปลอานุภาพพระปริตรสำเร็จลงได้ด้วยความช่วยเหลือจากหลาย ๆ คน ได้แก่ พี่แก้ว อีโบ คุณชรินทร์และสหาย น้องแชมเปญจน์ รวมถึง Jessica ที่ช่วยตรวจทานให้

ไอเดียบรรเจิดของหลวงพี่บาสนอกจากจะทำให้ผมแทบจะกระอักเลือดแล้วยังทำให้สงฆ์ทั้งวัดเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ด้วยความหวังดีว่าคนที่ได้หนังสือไปจะสวดไม่เป็นจึงเสนอให้ทำซีดีบทสวดมนต์แนบไปกับหนังสือด้วย โชคดีที่ทางวัดได้บันทึกเสียงสวดมนต์ไว้บ้างจึงทำให้เราไม่ต้องเริ่มงานนี้จากศูนย์ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องไปอาราธณาพระอาจารย์ที่นำทำวัตรให้ช่วยสวดบทที่เรายังไม่มีไฟล์เสียงกันอยู่ งานนี้ต้องขอบคุณพระมหาชินที่กรุณาค้นหาไฟล์และบันทึกเสียงเพิ่มเติม รวมถึงภิกษุทุกท่านที่ร่วมกันสาธยายธรรม และที่ขาดไม่ได้คือทิดเอ็มที่ช่วยตัดต่อเสียงสวดมนต์ให้

พวกเราขาดอยู่สองบทซึ่งทางวัดไม่ค่อยนิยมสวดจึงต้องใช้ไม้ตายบุกสถานีวิทยุของวัดแล้วสวดกันเอง

..............................................................................................................

กว่าจะส่งโรงพิมพ์ได้

ก็ล่อไปถึงปลายเดือนตุลาคม Eunice และ Jessica ช่วยตรวจอยู่หลายตลบ อีกทั้งหลวงพ่อ Barton ช่วยดูซ้ำให้อีกครั้งจนผมมั่นใจว่า error ในเล่มอยู่ในระดับที่รับได้ ผมแปลงไฟล์เป็น PDF แล้วส่งไฟล์ราว 160 หน้าให้หลวงพี่บาสก่อนออกจากวัดในเดือนนั้น คอมผมพังทันทีที่งานนี้เสร็จ

เนื่องจากที่เป็นงานของวัดเราจึงนำหนังสือไปให้ท่านเจ้าอาวาสพิจารณาก่อนส่งโรงพิมพ์ แล้วก็ถูกตีกลับมาในวินาทีนั้นเพราะท่านไม่เห็นด้วยกับหน้าปกที่แนวไปหน่อย พร้อมให้เหตุผลว่าพระเศียรแหว่ง ๆ ไม่ดี เวลาทำอะไรให้ทำให้เต็ม ท่านชอบอะไรตรง ๆ และสว่าง ๆ

นั่นหมายความว่าปกซีดีที่ออกแบบไว้แล้วต้องถูกแก้ไขไปด้วย เดือดร้อนถึงคนออกแบบที่ต้องกลับมาทำปกอีกครั้ง!

จากประสบการณ์อันโชกโชนทำให้พี่โอ๊คออกแบบปกใหม่ถึง 3 แบบก่อนส่งให้หลวงพี่บาสเพื่อนำไปให้เจ้าอาวาสพิจารณาอีกครั้ง กะว่ายังไงก็ต้องเข้าตาซะอัน แต่หลวงพี่บาสไม่คิดอย่างนั้นเท่าไหร่

"พี่ขวัญ ดูสิไม่ผ่านหรอก อันนี้ก็ยังไม่เต็มองค์ อันนี้ก็เอียง อันนี้ทั้งมืดทั้งเอียง........."

แต่พิจารณาอยู่สักพักและยืนยันให้หลวงพี่บาสนำปกชุดใหม่นี้ไปเสนอ จากความรู้สึกของคนที่ทำงานศิลป์ด้วยกันผมเห็นว่าหน้าปกนี้พี่โอ๊คทำอย่างพบกันครึ่งทางที่สุดแล้ว………….และมันก็ผ่านอย่างที่ผมคิดไว้

..............................................................................................................

ไม่ได้จบกันง่าย ๆ

เดิมทีทางวัดจะเป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์แต่โอ๊คอาสาจะหาโรงพิมพ์ข้างนอกที่ราคาถูกกว่าแต่ได้งานที่คุณภาพเท่ากัน อาจารย์ประเสริฐเห็นด้วยพวกเราจึงได้มาดูแลการจัดพิมพ์ดังที่ตั้งใจไว้แต่แรก ไฟล์ทั้งหมดถูกส่งเข้าโรงพิมพ์ช่วงปลายปี 2010 และเงียบหายไปอยู่พักใหญ่ ผมมาทราบทีหลังว่าที่ช้าเพราะ Font เด้งทั้งเล่มเลย.......แล้วมันจะเสร็จไหมเนี่ย

คนที่จะขาดใจไม่น้อยไปกว่าผมน่าจะเป็นหลวงพี่บาสเพราะท่านตั้งใจว่าตราบใดที่หนังสือเล่มนี้ยังไม่เสร็จท่านก็จะไม่สึก เดิมทีหลวงพี่จะบวชเดือนเดียวแต่ตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบปีแล้ว

ผมได้รับ Digital Prove ที่ส่งมาจากกรุงเทพราวเดือนกุมภาพันธ์ การตรวจครั้งแรกพวกเราพบจุดผิดนับร้อยแห่ง ย่อหน้าที่ถูกจัดไว้อย่างดีเสียหายเหมือนถูกรถทับ หากผมย้อนเวลาได้ผมคงจะเริ่มทำงานนี้พร้อมหัดใช้โปรแกรม InDesign ไม่ใช่ Word ง่อย ๆ และงานก็คงจะเสร็จไปเป็นเดือนแล้ว

Digital Prove ฉบับที่สองและสามถูกส่งมาให้ผมหลังจากนั้นไม่นาน ผมตรวจอยู่หลายรอบก่อนส่งไปให้หลวงพี่บาสดูอีกครั้ง โชคดีที่ได้ทิดนนท์มาช่วยทำให้พวกเราพบคำผิดในจุดที่คิดไม่ถึงอีกหลายแห่ง.....อย่างไรก็ตามผมรู้สึกตงิด ๆ ทุกครั้งเวลาที่ตรวจงาน เพราะ Digital Prove ฉบับใหม่จะพบ error ใหม่ ๆ เกิดขึ้น พี่โอ๊คแนะนำให้ไปดูที่โรงพิมพ์และผมก็ได้ไปจริง ๆ ในเดือนเมษายน

..............................................................................................................

เฮือกสุดท้าย และการรอคอยที่ยาวนานของทุกคน

ถ้าไม่ได้เข้าไปดูเองที่โรงพิมพ์จะไม่มีวันรู้เลยว่าช่างไม่ได้ใช้ ไฟล์ PDF ที่ส่งไปให้ แต่ใช้ไฟล์ Word มาแก้ไขก่อนแปลงเป็น PDF แล้วส่งเข้า InDesign เนื่องจากใช้ Window กันคนละเวอร์ชั่น Font จึงเด้งกระจายแบบไม่เกรงใจคนทำ และสาเหตุที่ช้าคือช่างไม่ชำนาญ Word เพราะฉะนั้นการแก้แต่ละครั้งจะใช้เวลานานและทำให้หน้าอื่น ๆ เคลื่อนตามไปด้วย อีกสาเหตุหนึ่งคือความโง่ของผมเองที่ไม่ได้แก้ไข Layout หน้าให้เป็น A4 ทั้งหมดตั้งแต่แรก (เหตุที่ใช้คอมหลายเครื่องทำงานบางทีก็มึน ๆ ลืมดู) ทำให้ระดับของบรรทัดแถวบนและล่างสุดในบางช่วงของหนังสือไม่เท่ากันซึ่งช่างก็แก้ไม่สำเร็จเพราะใช้ Word ไม่ค่อยเป็น

ทางออกเดียวคือผมจะต้องแก้ไขเองทั้งหมดเพื่อให้หนังสือสามารถออกทันวันวิสาขบูชา ผมใช้เวลาอยู่ที่นั่นสองวันและถือโอกาสจัด Layout ใหม่ทั้งเล่มให้เป็น A4

ผมโทรหาหลวงพี่บาสทันทีที่การแก้ไขเสร็จสิ้น หลวงพี่ฉลองความสำเร็จนี้โดยการหาฤกษ์สึกที่เร็วที่สุด อีกไม่กี่วันหนังสือ Lot แรก จำนวน 500 เล่มก็มาส่งที่บ้านผม ผมกับพี่แก้วช่วยกัน Load ขึ้นรถบรรทุกของพี่แก้วเพื่อนำถวายวัดในวันรุ่งขึ้น ไม่แน่ใจว่าเพราะความความศักดิ์สิทธิ์หรือความหนักของหนังสือธรรมะทำให้ช่วงล่างอันแข็งกระด้างที่เพิ่งจะเปลี่ยนมากลายเป็นแข็งกำลังดี พวกเราและน้อง ๆ สามเณรช่วยกันยกหนังสือเข้าห้องคลัง ก่อนนำหนังสือบางส่วนไปถวายให้กับท่านเจ้าอาวาส การถวายเป็นไปอย่างเรียบง่ายตามแบบพุทธแท้ ๆ ที่ไม่ยึดติดกับพิธีกรรมอันวุ่นวาย

"ดี...เอาไปกองไว้ตรงนั้นเลย"

..............................................................................................................

ปีติของการเป็นผู้ให้

หนังสือถูกจัดพิมพ์ทั้งหมด 2,105 เล่ม โดยเป็นแบบเย็บกี่ไสกาว 1,605 เล่ม และเป็นแบบเย็บลวด 500 เล่ม ซึ่งหลวงพี่บาสได้ทำการ Recall หนังสือแบบหลังเพื่อมาเปลี่ยนลวดจากเบอร์ 6 เป็นเบอร์ 8 โดยพี่โอ๊คเป็นคนออกทุนในการแก้ไข

แม้ว่าหนังสือจะเสร็จช้ากว่าที่ตั้งใจเอาไว้มากแต่งานที่ออกมาดีนั้นได้ยังปีติให้เกิดทั้งผู้ให้และผู้รับ ผมไม่เสียใจเลยที่มันออกมาช้าเพราะหากเรารีบทำแล้วงานออกมาไม่ต่างจากหนังสือสวดมนต์แปลฉบับอื่นเราจะเสียเวลาทำไปทำไม หน้าปกที่สวยงามและรูปเล่มที่เป็นระเบียบทำให้หนังสือดูมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น การทำ Footnote แบบ Hardcore ได้เป็นแรงบันดาลใจให้หนังสือ "วิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔" ของวัดนำเทคนิคเดียวกันมาใช้ อีกทั้งพี่โอ๊คยังได้รับเชิญมาเป็นผู้ออกแบบปกด้วย

ผมมองหนังสือทุกครั้งด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจ ผมรู้สึกเป็นหนี้บุคคลมากมายที่มีส่วนให้งานนี้สำเร็จลงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพี่บาส และพี่โอ๊ค อีกทั้งหลวงพ่อวุฒิที่เอ่ยปากว่าไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ที่เหลือเชื่อคืองานนี้หลวงพ่อวุฒิไม่ได้ทำบุญปิดท้ายเพราะพวกเราได้รับเงินบริจาคเกินเป้า ซึ่งสิ่งนี่เองที่ทำให้ผมคิดได้ว่าอย่ากลัวที่จะทำความดี เพราะหากที่เราทำในสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ในที่สุดก็ย่อมจะมีคนที่เห็นคุณค่าและเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แม้จะไม่มีใครเห็นแต่คุณค่าของงานก็จะยังความปลื้มใจให้กับเราเรื่อยไป

ขอให้ทุกท่านจงมีส่วนในกุศลอันนี้

Saturday, March 24, 2007

เรื่องมีดโกน

อุปกรณ์โกนหนวดที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้นับว่าสะดวกสบายและแตกต่างกว่าในอดีตเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาราวกับหน้ามือเป็นหลังตีน แต่ความง่ายและรวดเร็วนั้นแลกไปกับเสน่ห์ของการโกนหนวด เราคงรู้สึกแปลก ๆ หากช่างตัดผมใช้มีดโกน Gillette Mach 3 มากันจอน หรือกันคิ้ว



หลายคนคงไม่เคยสังเกตว่าที่ใบมีดโกนนั้นมีเครื่องหมายรูปสามเหลี่ยมอยู่สองอัน สำหรับคนที่เคยเห็นก็คงมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่ามันมีความหมายอะไร หัวลูกศรดูไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับการโกนหนวดเช่นเดียวกับรูปปิรามิตที่เสือกเสล่อไปอยู่บนแบงค์ดอลล่าห์

ด้วยเหตุนี้จึงขอเล่าเรื่อง ความหมายของสามเหลี่ยมบนใบมีดโกน ตามที่เคยได้สัญญาไว้



นอกจากเรื่องความงามแล้วมีดโกนจัดเป็นอุปกรณ์ดำรงชีพของพรานในอดีต

หนอนบล็อก: ดำรงชีพด้วยการกรีดกระเป๋าหรอคะ

ขวัญ: เอ่อ แต่ผมหมายถึงการดำรงชีพในป่านะครับ

หนอนบล็อก: อ๋อ!!! การดำรงชีพในป่าไม้เดียวกันนะหรอ

ขวัญ: ป่าม้งป่าไม้แตดไรเล่า “It’s about using a razor as a survival tool in a wood.” กล่าวคือมีดโกนสามารถใช้เป็นเข็มทิศได้ด้วย โดยลูกศรที่เราเห็นนั้นจะเป็นตัวบอกทิศเหนือ เพียงแค่เราทำให้มีดโกนสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก เช่น ห้อยกับเชือก หรือนำมาวางบนน้ำ มีดโกนก็จะหมุนไปตามแรงแม่เหล็กโลก










แม้ว่าอาจจะช้าไปแต่สุดท้ายก็ได้ทำตามที่เคยพูดไว้
เช่นเดียวกับมีดโกนที่แม้ว่าจะวางอยู่อย่างไร
แต่ท้ายสุดย่อมหันไปจบที่ทิศเหนือเสมอ





Sunday, February 11, 2007

กำลังใจจากเพื่อน ป

บางสิ่งยิ่งเก็บยิ่งเก่า
.
.
ทว่าบางสิ่งหามิใช่เป็นการเพิ่มคุณค่า



มันเป็นเพียงเศษกระดาษเน่า ๆ ในสายตาของคนทั่วไป ทว่าข้อความในนี้คือความจริงอันเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่า “บ้า ๆ บอ ๆ ภาค ๘ – ฉันคือใคร” (http://de-underwater.exteen.com/20060705/entry) ที่ได้นำเสนอไปเมื่อกลางปีที่แล้ว

เชื่อว่าคนที่ผ่านการเรียนในระบบการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลของไทยมาก็คงจะทราบถึงความกดดันในช่วงชีวิตวัยเรียนเป็นอย่างดี ที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ลานประหาร (การสอบเข้ามหาวิทยาลัย)

โรงเรียนของผมอาจเปรียบได้กับราชวงศ์ถังตอนปลายที่มีคนกล่าวยกย่องว่า “ข้องนอกสวยงามข้างในเน่าเฟะ” จึงไม่แปลกอะไรที่สถาบันกวดวิชาจึงกลายเป็นธุรกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ประกอบการได้เป็นอย่างยิ่ง จนอดคิดไม่ได้ว่ากูมาโรงเรียนทำไมวะ

มังกรโคโมโด ที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์ทำตัวโคโมโดมากขึ้นทุกวัน หลายคนยังคงทำเฉยเพราะอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องของกู หรือกูจะหาเหาใส่ตัวทำไม

“สิทธิและเสรีภาพคือของขวัญวันเกิดสำหรับมนุษย์ทุกคน” คือสิ่งที่ผมเชื่อมั่นและเป็นเดิมพันของเกมส์นี้
แม้ว่าจะมีคนไม่น้อยที่ได้รับผลประโยชน์จากชัยชนะในครั้งนี้ ทว่าการต่อสู้ดำเนินไปอย่างตึงเครียดและโดดเดี่ยว

แต่วันหนึ่งผมก็รู้ว่าไม่ได้ต่อสู้อย่างเดียวดายอีกต่อไป เมื่อเพื่อนพชรเอากระดาษแผ่นนั้นจากเพื่อน ป มาให้























การสังคายนาลิ้นชักเน่า ๆ (อีกแล้ว) เมื่อกลางปีก่อนทำให้ผมได้เจอเศษกระดาษแผ่นหนึ่งที่ตั้งใจเก็บไว้อย่างไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แม้จะเน่าแต่ยังคงกลิ่นแห่งวันวานได้ดี







Wednesday, July 12, 2006

CADENZATO

บล็อกแรกของผมเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้วที่ blogger ด้วยเหตุผลหลายประการ คือ
1. ไม่อยากส่งเมลยาวๆ ให้เพื่อนอ่าน ถ้าอยากรู้ข่าวคราวก็เข้ามาดูได้ที่บล็อก
2. คนมักชอบถามเรื่องประสบการณ์ซึนามิ จนขี้เกียจจะตอบ เลยเอามาลงไว้ให้ไปอ่านเอาเอง
3. หนังสือดำน้ำภาษาไทยมีแต่ระดับเบื้องต้นเท่านั้น เวลาที่สอนหลักสูตรที่สูงกว่านั้นมักจะมีปัญหาเรื่องสื่อการสอน จึงต้องเขียนคู่มือขึ้นมาเอง และอัพลงบล็อกเพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาโหลดไปศึกษาได้
4. ผมชอบควงไฟ และอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จึงตั้งใจว่าจะเอาเทคนิค ต่างๆ มาเขียน แต่จนป่านนี้แม่งก็ยังไม่ได้ทำสักที

ไม่คิดว่าจะเอาบล๊อคมาแพ่มความเก็บกดในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่


เพื่อนหลายๆ คนอ่านแล้วชอบในสำนวนบ้าๆ ในเรื่องที่เขียน บางคนพิมพ์เก็บไว้ บางคนขอ Forward ให้เพื่อน

แต่มีเพื่อนคนหนึ่งพิมพ์ ออกมาแล้วไล่แจกชาวบ้าน แล้วยังอุตส่าห์เอาบล็อกผมไปโปรโมทที่บล็อกตัวเองอีก

กระนั้นก็ตามนั่นก็ยังไม่สาแก่ใจเธอ เพราะทันทีที่คนคลิกมาเห็นบล็อกผม ก็จะต้องตะลึงกะตัวอักษรมากมายมหาศาลเรียงติดกันเป็นพืด ซึ่งเป็นความทรมานลูกกะตาไม่น้อย จนเกิดอาการท้อใจเลิกอ่านไปหลายคน นอกจากนั้นคนไทยไม่ค่อยเข้าเล่น blogger กันซักเท่าไหร่ เพื่อนจึงทำบล็อกให้ใหม่ที่ Exteen พร้อมเอา entry ยังลงให้เสร็จ

อยากบอกให้คนที่ชอบธีมบล็อกรู้ว่า ก็คุณ/ไอ้ เพื่อนคนนี้แหละเป็นคนทำให้ทั้งหมด ผมแค่ถ่ายรูปแล้วส่งไปอย่างเดียว


เธอเป็นใคร?
เธอเป็นเพื่อนที่เสพสุขอยู่ในมหาลัย ในขณะที่ผมกำลังรับการพิพากษาอยู่


ขาว?
คือ อดีตที่สวยงามของเธอ


สวย?
เธอพูดบ่อยๆ ว่า “ถ้ากูเป็นผู้ชาย ก็คงจะหล่อไม่น้อย”
“ถ้ากูเปลี่ยนรสนิยม ก็มีคนจองไว้แล้วหลายคน”


หมวย?
ทั้งนัยน์ตรง และนัยน์ประวัติ


อึ๋ม?
What a fuck are you talking about!


บล็อกของเธอ?
It’s a passion! เป็นคำตอบสำหรับการเขียนบล็อค
เธอเขียนทุกอย่างที่อยากจะเขียน “This is what I think and, sorry, you gonna hear it!”


THEME
เปลี่ยนบ่อยยังกะผ้าอนามัย คุณจะพบกับความแปลกใหม่ แทบทุกครั้งที่เข้ามาเยี่ยมเยียนที่นี่


Featurte อื่นๆ
ด้วยความที่เป็นคนทีน้ำใจ เธอมักจะอัดเพลงราคาแพงระยับที่สั่งมาจากนอก
เอาไว้ให้เพื่อนได้โหลดไปฟังกันฟรีๆ
ก่อนจะตบท้ายว่า “กรุณาสนับสนุนศิลปินด้วยนะคะ”
ขอเบอร์ได้ป่าว?
ขอปฏิเสธเธอไม่ใช่นางทางโทรศัพท์ แต่เข้าไปอ่านบล็อกของเธอได้ที่
http://cadenzato.exteen.com

ด้วยการดันของเจ๊
http://de-underwater.exteen.com
จึงเป็นบล็อกที่มีผู้อ่านมากที่สุด แม้ว่าจะทำขึ้นมาทีหลังก็ตาม

ปัจฉิมลิขิต
เธอคือเพื่อนที่จริงใจ และเป็น Blogger อย่างแท้จริง

Wednesday, April 12, 2006

ชีวิตหลังเขาที่เกาะเต่า และ The Animal Party - แม่คนที่สอง


ปรมาจารย์ซุนวูท่านว่า
ทหารม้าหนึ่งนาย ต่อกรกับทหารเดินเท้าได้สามนาย
.
.
.
เราย่อมต้องการคนมีฝีมือมาร่วมงาน
และพี่อี๊ด ก็คือคนทำงานประเภทนั้น
…………………………..

ผมเกือบจะรู้จักกับบุคคลท่านนี้ตั้งแต่ปลายปี 2544
ผมจบ Dive Master เมื่อปลายเดือนสิงหาคมแล้วกลับกรุงเทพ
ส่วนพี่อี๊ดเริ่มงานที่ Blacktip หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์

แต่เนื่องด้วยผมกลับไปเยี่ยมเยียนที่นั่นบ่อยๆ พี่อี๊ด จึงเป็นคนแรกในแก๊งที่ผมรู้จัก

เราได้ร่วมงานกันอย่างจริงจังในอีก 3 ปีต่อมา เมื่อผมกลับไปสอนดำน้ำอย่างเต็มตัวที่นั่น

ครูสอนดำน้ำนั้น ใช่ว่าจะดำน้ำอย่างเดียว ยังจะต้องสามารถขายคอร์สดำน้ำแล้วจัดการกับงานเอกสารด้วย
ซึ่งเป็นเรื่องปวดกบาลสำหรับผมไม่น้อยเพราะแต่ละหลักสูตร ก็มีหลาย Option และราคาก็จะแตกต่างกัน
ลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ ก็ราคาไม่เท่ากันอีก.........นี่ยังไม่รวมถึงราคาที่พัก เรือคายัก Wakeboard แล้วก็เหี้ยห่าอะไรอีกสารพัด

ซึ่งผมก็ไม่เคยจำควยอะไรได้เลย

เวลาที่นึกไม่ออก ก็ท่องคาถานึกอะไรไม่ออก พี่อี๊ดช่วยคุณได้
ถามไรตอบได้หมด ยังกะ สาลิกา/อับดุล.........หรือ อะไรประมาณนั้น

นอกจากนั้นพี่อี๊ด ยังสอนดำน้ำในบางหลักสูตรได้ด้วย
น่าเสียดายที่แกไม่ชอบสอน ไม่งั้นก็คงเป็นครูเต็มตัวไปชาติกว่าแล้ว
ครูขวัญก็คงจะไม่เกิด

พี่อี๊ดมาเสียอยู่อย่างคือ ชื่อแกนั้นฟังแล้วรู้สึกคันหูยังกะชื่อแม่.....หรือ ที่เพื่อนๆ เรียกว่า แม่...ง
วันดีคืนดี ผมก็เลยเรียกแกว่าแม่ ซะงั้น
แล้วแกก็เรียนผมว่าลูกขวัญ
เรียกไปเรียกมาก็เสือกติดซะอีก
ไม่ต่างอะไรกับการเยะที่ติดแล้วเลิกยาก

ถึงแม้พวกเราจะอยู่เกาะ (แถมยังเสือกเป็นด้านหลังเขาอีก เดินทางไปถึงได้ด้วย 4*4, ตีน, มอไซค์เล็ก และมอไซค์วิบาก, เท่านั้น)
แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้นิสัยรักการอ่านของแม่หายไป
เวลาที่พวกเราคนใดคนหนึ่งไปกรุงเทพฯ ก็จะต้องแบกหนังสือกลับมามากมาย เพื่อแบ่งกันแทะ
บางทีก็ต้องไปสั่งที่ตลาดแล้วให้รถไปเอา
แม่ชอบอ่านตั้งแต่ นิยาย, ไปจนถึงหนังสือคนใช้
แต่ก็มาตายกับหนังสือ เที่ยวบินกลางคืน ของผม – หนังสือเล่มเล็กๆ แต่จัดว่าโหดเลยทีเดียว ถ้าไม่มีอารมณ์ร่วมก็ยากที่จะอ่านจบ

ช่วงปี 47 ไม่รู้เป็นห่าไร ลูกค้าเข้ามาน้อยเหลือเกิน จนตกดึกพนักงานเซ็งจัดต้องเคี่ยนรถขับสี่ ข้ามเขาไปแรดกันอยู่บ่อยๆ

บางขับรถไปแค่กินบะหมี่ บางทีก็ไปเต้นกันกระจาย
แต่ปีนั้นแรดกันบ่อยมากจนเงินไม่มีจะเก็บ
ก็แม่เล่นทั้งดูด ทั้งกระดก นี่หว่า

ปีต่อมาเราออกไปแรดกันน้อยลงเพราะปฏิบัติตามนโยบายใช้ 3 ส่วน ออม 1 ส่วน

วันหนึ่งแม่ไปหาหมอ “แม่เป็นไรอะ” ผมถาม
“หมอบอกว่า หลอดลมอักเสบ” แม่ตอบ
“จริงหรอแม่ เอาที่หมอเขียนมาให้ดูหน่อยดิ๊”
ผมถามต่อ “เฮ้ย ไอ้ Bronchi (อ่านว่า บรอน-ไค) มันถุงลมไม่ใช่หรอ”
“ไม่ใช่มั้งลูก....” แม่ตอบหน้าเจื่อนๆ
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมเช็คจากหนังสือดำน้ำให้อีกที เพราะอาการปอดขยายตัวแบบมากเกินไปแบบ Mediastinal Emphysema มันเกิดที่ Bronchi”
.
.
.
วันรุ่งขึ้น
“เช็คให้แล้วแม่ Bronchi มันเป็นส่วนของหลอดลมที่เชื่อมกับปอด ถุงลมมันต้อง Alveoli”
“โห ลูกเล่นทำซะแม่ใจหายเลย”

ความมั่วของผมก็ทำให้พี่เสียววาบไปเหมือนกัน....

พี่อี๊ด เป็นคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตกูนี่โคตรสบายเลย
วันๆ ไม่ต้องทำห่าอะไรมาก แค่เลี้ยงลูก (กระโปก) ให้รอดก็พอแล้ว
ขณะที่พี่อี๊ดต้องเลี้ยงน้องชาย (อาร์ต) และแม่หนึ่งอีกคน

พอดีว่าที่ร้านจะออกโปรแกรมกินนอนบนเรือจากเกาะเต่าไปหมู่เกาะอ่างทอง
พี่อี๊ด จึงชวนอาร์ตมาเป็นพ่อครัวบนเรือ เพราะจัดว่าทำอาหารเก่งเลยทีเดียว
จากการที่แดกอาหารฝีมือน้องเค้า มาแล้วหลายมื้อ ผมปักใจเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทริปนี้จะได้ Enjoy fucking เอ้ย eating แน่ๆ

ไม่รู้เป็นห่าไร ทำไมชีวิตจริงมันมักจะต่างกับสิ่งที่เราคิดเอาไว้

เรือออกไป ไม่ถึงชั่วโมง ผมหันไปมองหน้าอาร์ต
“เหี้ย ฉิบหายแล้วสิ” ผมนึกในใจ
ใครจะไปคิดมาก่อนว่าอาร์ตจะเสือกเมาเรือขนาดนี้ แล้วระหว่าง 2 วันนี้จะไม่มีการเข้าฝั่งเลย อาร์ต เอ๊ย.....ตายแน่
แล้วน้องท่านก็เมาตลอด 2 วัน จริงๆ
ถ้าให้ผมเลือกระหว่างเมาเรือ 2 วันกับโดนอัดตูด
ผมเลือกอย่างหลังโดยไม่ต้องคิด

ครูขวัญผู้ยิ่งใหญ่แต่ทำกับข้าวหมาไม่แดก ก็ต้องลงมาช่วยบ้าง
โชคดีที่เด็กเรือหรือน้องเดย์ (รัจฉาน) ที่วันๆ แม่ง ปล่อยแต่มุขข้าวเหนียว (ทั้งฝืดทั้งลาว) อันแสนจะอ้อนพระบาท
ขี่โลมาขาวมาช่วย ก็เลยพอจะมีแดกกัน
ส่วนคุณอาร์ตก็นอนบัญชาการด้วยสีหน้า ยัง-กะ-จะ-เบ่ง-ขี้ “เดย์ เอานั่นใส่หม้อ.....”

ไม่รู้ว่าร้านจะจัดทริปไปเกาะอ่างทองอีกหรือไม่
แต่ที่แน่นอนก็คือ ยังไงอาร์ตก็คงไม่ยอมไปเป็นพ่อครัวอีก

พี่อี๊ดจึงเปิดร้านขายกาแฟโบราณ (กาแฟถุงตีน?) และขนมปังสังขยาให้อาร์ต
พวกเราก็เลยได้รับอานิสงส์ แดกฟรีไปหลายมื้อในช่วงลองสูตร
ร้านเปิดไปได้ประมาณอาทิตย์เดียวแล้วก็อาร์ตก็หายตัวไปเฉยๆ
รู้ทีหลังว่า น้องเขาไม่เข้าใจว่าทำไมของถึงขายไม่ค่อยได้ ฝีมือเขาไม่อร่อยหรือ......โถเด็กน้อย เดี๋ยวก็ส่งไปช่วยงานเพื่อนที่เขมรเลย

แต่คนที่แย่กว่าคือพี่อี๊ด เพราะนอกจากจะออกทุนให้แล้วยังจะต้องมารับช่วงต่อ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสำหรับคนเลิกงานแล้ว จะต้องข้ามเขาไปออกขายตอนค่ำ แล้วก็กลับมาตอนเที่ยงคืน เหนื่อยมากแต่ก็ต้องทำ ไม่งั้นที่ลงทุนไปจะเสียเปล่า แล้วใครจะเอาเงินไปเลี้ยงแม่

สิ่งทีน่าสนใจกว่านั้นคือ หลายๆ คนบอกว่าสังขยาของพี่อี๊ดอร่อย ทั้งๆ ที่แกเองเป็นคนที่ไม่กินสังขยา
?????????????
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ผลการวิจัยจากสถาบันขวัญผู้ยิ่งใหญ่พบว่า การนำคำติชมของลูกค้ามาพัฒนารสชาติอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เอาความรู้สึกของตัวเองมาเป็นตัวตัดสิน ทำให้สังขยา และเครื่องดื่มของพี่มีรสชาติที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

ผมเชื่อว่าแกคงไม่เคยได้ยินคำว่า Customer Retention เลยสักครั้งในชีวิต

เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่กึ๋น หาใช่ว่าเรียนปริญญาควยไรสวยหรูมา แล้วจะเก่งขึ้นมาได้

เสียดายที่ทำได้ไม่นานแม่ก็หยุดเสียเฉยๆ เพราะทำไม่ไหว

ปี 48 โกดำให้แม่ไปบริหารงานที่พักแทนงานดำน้ำ ด้วยเหตุผลว่าแม่ดูจะเบื่อกับงานไปแล้ว
ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับผู้ร่วมงานอย่างผม
ด้วยความเป็นร้านเล็กๆ และเป็นธุรกิจครอบครัว.........นานๆ ที่ก็จะมีระเบิดลงที่ร้าน
โชคดีที่ผมทำงานใต้น้ำก็เลยรอดตัวไปหวุดหวิด
คนอื่นๆ ก็ทำเฉยๆ แต่สำหรับแม่แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
ถ้าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนกูก็ระเบิดใส่กลับได้เหมือนกัน
จนครั้งหนึ่งเมียโกดำหายตัวไปหลายวัน
มันช่างเป็นความกล้าหาญเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

ผมพิมพ์ต่อไปไม่ไหวแล้วหากมีโอกาสจะมา Edit อีกรอบ
แต่นี่ก็คือเรื่องราวของหนึ่งในสมาชิก The Animal Party ของพวกเรา
ด้วยความเข้มแข็งและความเป็นผู้ใหญ่
พี่อี๊ด จึงถูกกล่าวถึงเป็นท่านแรก
และเป็นคนแรกที่ผมจะนึกถึง ในวันที่ผมพร้อมจะมีร้านของตัวเอง