บทส่งท้าย
บทส่งท้ายฆัมเฏือณ
บดฆวามเฬื่องณี้หาฎ้าญเหมาะษมกัปเฎ็ก แฬะศฏฬีมีฆรรญ ม่าญ พู่ปกฆรองโปฬฎภิจารนา
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และเรื่องเล่าโหดๆนี้ ก็ค่อยๆย่างเข้าสู่วาระนั้นแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่งวรรณกรรมเรื่องนี้ได้มาถึงจุดสุดยอดแล้ว และกำลังจะแตกสลายไป
ผมนึกย้อนไปถึงวันแรกๆที่ได้มาทำงานที่เขาหลัก มันยังบริสุทธิ์อยู่มาก แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันไม่เหมือนภูเก็ตโดยเฉพาะหาดป่าตองที่เริ่มจะคล้ายกับถนนข้าวสารเข้าไปทุกที และก็ไม่เหมือนภัทยา ที่มีโสเภณีเป็นอุตสาหกรรมหลัก
นอกจากนั้นการเดินทางจากเขาหลักเขาไปยังจุดดำน้ำที่สำคัญเช่น หมู่เกาะสิมิลัน และหมู่เกาะสุรินทร์ จัดได้ว่าใกล้กว่าภูเก็ตพอสมควร ซึ่งเป็นผลดีต่อต้นทุนค่าเดินทางในยุคน้ำมันลิตรละ 20 บาท และยังสามารถเดินทางแบบไปกลับวันต่อวันได้
เขาหลักจึงเป็นจุดหมายใหม่ของนักดำน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดครอบครัวที่ไม่ต้องการเที่ยวกระหรี่เวลาที่มากับเมีย
.....................................................
เดิมผมทำงานอยู่ที่ภูเก็ตแต่เมื่อมีร้านจากเขาหลักชวนมาทำงานโดยให้เงื่อนไขที่น่าสนใจกว่าผมจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
ผมทำงานอยู่สามวันเพื่อตัดสินใจว่าจะทำงานที่นี่ต่อดีหรือไม่ จากนั้นผมกลับบ้านเพื่อไปสั่งเสีย แล้วจึงลงมาทำงานแบบเต็มตัว
ผมจำคำสั่งสอนของแม่ได้ดีว่า
“ไปอยู่ไกลหูไกลตา ต้องระวังตัวนะลูก ถ้าเงี่ยนก็ใส่ถุงนะ ชักว่าก็ดีนะ”
............................................................
จริงๆแล้วมันมีเรื่องราวบางอย่างในในความเป็นห่วงนั้น
ในส่วนลึกๆผมมีความกังวงกับการลงมาทำงานที่ใต้ในครั้งนี้ เพราะอาทิตย์แรกที่ผมอยู่ที่ภูเก็ต อยู่ดีๆสร้อยคอของผมก็หายไป ตามปรกติผมจะไม่ถอดสร้อยแม้ว่าจะดำน้ำ หรือแม้แต่เวลานอน
อยู่ดีๆ ก็หายไป
เมื่อตอนที่ผมประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อปี ค.ศ. 2000 แรกกระแทกกระชากสร้อยจนขาด แต่สร้อยก็ยังติดอยู่กับตัว แต่คราวนี้ไม่ใช่
ผมนึกในใจ สงสัยคราวนี้กูจะต้องโดนอะไรแน่
............................................................................
มีเหตุการณ์ที่ไม่น่ายินดีนักเกิดขึ้นติดๆ กันในอาทิตย์แรกที่ผมมาทำงานที่นี่
ในระหว่างทางกลับบ้าน ผมเห็นศพคนตาย จากอุบัติเหตุบนถนนจนเป็นเรื่องปรกติ
ร่างไร้วิญญาณนอนจมอยู่บนกองเลือดสดๆ ที่ยังไหลอยู่ กับไทยมุงอีกเป็นฝูง
มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแต่ได้สร้างความรู้สึกหดหู่ให้กับผมไม่น้อย
ผมถามคนแถวนั้นหลายๆคนว่าคิดอย่างไรกับการที่เด็ก (เชื่อว่าคงจะมีอายุไม่ถึง 15 ปี) มาตายบนถนนแทบทุกวัน ทุกคนแทบจะตอบตรงกันว่า “ก็ดี ตายไปมั่งจะได้หมดๆ ขับมอไซค์แบบนี้ก็สมควรแล้ว”
.
.
.
อืม..............ผมเชื่อแล้วว่าคนใต้โหด (จิงๆนะ)
ภาพคนตายบนถนนอันสุดแสนจะชินตานั้นราวกับจะเป็นลางบอกเหตุว่านี่คือสิ่งที่ผมจะต้องเจอเป็นปรกติที่นี่
แต่นั่นก็ยังเทียบอะไรไม่ได้กับสิ่งที่เจอในวันนั้น
.....................................
..............
....
.
ตายห่าหมดทั้งคนมีกระดอ และนิติบุคคล
.....................................................
สิ่งหนึ่งที่ผมและอีกหลายๆคนประทับใจคือ ไม่มีคนไทยคนไหนในร้านที่คิดแต่จะหนีเอาตัวรอด ทุกคนยังคงทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่สนว่าจะได้ค่าตอบแทนหรือไม่
ไม่เหมือนกับฝรั่งที่ร้านที่เอาแต่จะทึ้งเจ้าของร้าน ทั้งขู่ทั้งปล้น
คนหนึ่งเอาเช็คที่ลูกค้าเซ็นจ่ายร้านมาขู่เจ้าของว่า จะจ่ายให้เท่าไหร่ ไม่งั้นจะฉีกตั๋วเงินนี้ทิ้ง
ส่วนอีกพวกก็ปล้นแม่งดื้อๆเลย
ประเสริฐจริงๆ...........
.
.
.
แต่อีกด้านหนึ่ง
เด็กเรือยังคงเฝ้าเรืออยู่ แม้ว่ากรมอุตุจะประกาศให้ระวัง อาฟเตอร์ช็อค อยู่ทุกวัน ถ้าคนเหล่านี้คิดแต่จะเอาตัวรอด และถ้าไม่มีคนเฝ้าเรือ หรือกัปตันเรือชิ่งเอาเรือไป ความสูญเสียอีกเท่าไหร่ที่จะเกิดขึ้นกับร้าน
ผมแวะไปเยี่ยมพักพวกบ้างเพื่อดูว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไรในยามนี้ ปีนี้ร้านปิดจึงเป็นที่แน่นอนว่าเด็กเรือคงจะตกงานกันถ้วนหน้า ดูเผินๆพวกเขาดูเหมือนจะไม่เป็นไร แต่ถ้ามองเข้าไปในแววตาของคนเหล่านั้นก็จะได้เห็นแต่ความหดหู่และเคว้งคว้าง
ผมถามเพื่อนว่าแล้วจะทำไงต่อกับชีวิต เก๋ตอบพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆว่า ถ้าไม่ไปก่อสร้างก็จะไปกรีดยาง
ผมเสียใจมากที่
การเผลอเอากระดอไปกระแทกกับก้นทะเลในวันนั้น นอกจากจะทำให้ผู้คนมหาศาลต้องล้มตายแล้ว มันยังมีมนต์ดำที่สามารถ เปลี่ยนเด็กเรือให้เป็นคนงานก่อสร้างได้พริบตา
...............................................................................
นอกจาก “ขนาด” แล้ว สิ่งที่มิควรที่จะถูกลืมคือ ความช่วยเหลือที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ
ผมยังจำภาพนั้นได้ดี
มันคือภาพลุงแก่ ขับรถปิคอัฟเน่าๆ ผ่านขบวนรถที่ติดเป็นกิโลมาที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ผมทำงานอยู่ ถึงท่าทางแกก็ไม่ได้รวยอะไรแต่ก็ขนของมาเต็มคันรถ
แกยกของออกจากรถไม่ไหวจนพวกเราต้องไปช่วย
.................................................
อย่างไรก็ตามความช่วยเหลือในระยะสั้นดูเหมือนจะมากเกินพอ โดยเฉพาะอาหารแห้งและเสื้อผ้าที่มากจนไม่มีที่จะเก็บ
ผมโทรไปบอกเพื่อนที่กรุงเทพหลายคนและหลายครั้งให้ช่วยบอกสื่อมวลชนที่กรุงเทพด้วยว่า “กู แดกมาม่าจนหัวจะล้านอยู่แล้ว...........ขอเหล้า บุหรี่ น้ำดื่ม ยากันยุง กำยาน (ดับกลิ่นศพ)” แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไร
นึกถึงวันที่ไปบ้านนกดาว กับพวกองค์การสหประชาชาติ
ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของชาวบ้านที่ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือนอกจากชีวิต
พวกเขาบอกอย่างซื่อๆกับผมว่า ของกินที่ได้รับมาบางอย่างก็กินไม่เป็น พร้อมกับหยิบทูน่ากระป๋องนอติลุส (พื้นที่โฆษณา) ขึ้นมาให้ดู...................... “พี่แบบนี้หนูกินไม่เป็นหรอก”
ผักก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขา แต่เท่าที่ผมจำได้ วันนั้นผมได้ตระเวนไปตามบ้านพักชั่วคราวของผู้ประสบภัยอยู่หลายที่แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของรากผักชี
.
.
.
นอกจากการขาดการประสานงานที่ดีในเรื่องของความต้องการที่แท้จริงแล้ว
เรายังขาดคลังเก็บสาธารณูปโภคที่ทยอยมาจากทุกสารทิศ
อาหารหลายอย่างถูกวางอยู่กลางแจ้ง เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงจะเสีย ส่วนเสื้อผ้าก็ไม่ต่างกัน ถ้าฝนตกลงมาก็ได้กลายเป็นผ้าขี้ริ้วแน่ๆ อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าตอนนี้มันคงจะดีขึ้นแล้ว
โชคดีมากๆ ที่ไม่มีฝนตกในวันแรกๆหลังเกิดวิกฤต มิฉะนั้นคงได้มีคนตายเพราะโรคระบาดเพราะฝนจะกวาดเอา เชื้อโรค หนองและหนอนจากศพให้กระจายออกเป็นบริเวณกว้าง แล้วน้ำดังกล่าวนี้ก็จะซึมอยู่ลงสู่แหล่งน้ำบาดาล ที่พวก ชาวบ้าน (และอาบอบนวด ชื่อดังหลายแห่ง) สูบขึ้นมาใช้
เวลาอาบน้ำก็จะมีหนอนพุ่งออกมาจากฝักบัว........................บรึ๋ยยยยยยยยยย
นั่นเท่ากับว่าชาวบ้านจะไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติใช้
....................................................................
กลับมาที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกครั้ง
มีคนเข้ามาติดต่อด้วยเรื่องแปลกๆ ทั้งวัน แม้แต่ตำรวจจราจร เข้ามาบอกว่า
“ขอรถน้ำมาฉีดพื้นหน่อย ฝุ่นฟุ้งจะแย่อยู่แล้ว”
คนข้างผมบ่นพึมพำ “แล้วนี่กูจะไปหามาจากไหนวะเนี่ย........แต่ไปเป็นไรเดี๋ยวหาให้”
และในที่สุดก็หามาจนได้ นับว่าเป็นความเก๋าของอาสาสมัครที่เพิ่งจะมาทำงาน รู้สึกว่าแกจะเป็นพวกวิทยุสมัครเล่น
การทำงานในวันแรกนั้นขอบอกว่าทุลักทุเลอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะเกือบทุกคนเป็นอาสาสมัคร เวลาที่คนถามไรมาแม่งก็ตอบไม่ได้ซักข้อ
พูดแล้วก็นึกถึงไอ้ตำรวจหัวควยที่มานั่งที่ศูนย์ วันๆไม่เห็นแม่งจะทำควยไร นอกจากเดินไปรับนาย ครั้งหนึ่งผมถามเชี่ยนั่นเกี่ยวกับกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยว่า จะต้องแนะนำให้ทำพวกเขาทำควยอะไรและจะต้องติดต่อหน่วยราชการใดบ้าง
คำตอบของแม่งสรุปได้สั้นๆ เป็นประโยคเดียวว่า “เป็นเหี้ยไร ให้ไปโรงพักหมด”
ไอ้พวกหัวควยนี่ กูเกลียดมึงจริงๆ
ซึ่งจริงๆ แล้วคำตอบนั้นมันไม่ใช่ เพราะคราวนี้เป็นกรณีพิเศษ ทุกเรื่องควรจะไปเริ่มต้นที่อำเภอ ผมเชื่อแน่ว่าถ้าไปที่โรงพักแล้ว พวกควยนั่นมันก็จะไม่รับเรื่องแล้วบอกว่าเรื่องเกิดนอกพื้นที่ ต้องไปแจ้งที่ สน. อื่น
อย่าแปลกใจที่ทำไมผมเรียกพวกนั้นว่า ควย เพราะตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว “บั้ง” หรือ เครื่องหมาย L รูปสามเหลี่ยมนี้ ก็คือ กระดอ นั่นเอง เครื่องหมายอันบ่งบอกถึงความเป็นชายนี้ถูกนำมาใช้แทนเครื่องหมายยศ เพื่อชดเชยความบกพร่อง (ในเชิงขนาดและความทนทาน) ของคนเหล่านั้น
ยิ่งควยมาก ตำแหน่งยิ่งสูง
พอเป็น นายร้อย ก็จะเริ่มมีดาว.......เมื่อท่านไตร่ตรองโดยวิตถาร (แปลว่า โดยละเอียด) ก็จะพบว่า สรรพนามของดาว คือ “ดวง” เมื่อความโสโครกได้ที่ ควยเน่าๆก็จะเริ่มมี “ดวง” ขึ้นมาเป็นวงๆ นั่นแสดงว่าเป็นกลาก สังคัง หรือ เริม ก็เป็นได้............ ซึ่งต้องใช้ครีมจำพวก ไนโซรอล คาเนสเทน หรือ ซีมาโลชั่น (พื้นที่โฆษณา) ถ้าจะให้หายเร็วให้เอามีดคมๆ มาขูด เชื้อราออก ถึงจะเจ็บหน่อยแต่ก็ทำให้หายเร็ว......โอ้ย
เอ นอกเรื่องไปป่าววะ ถึงไหนแล้วเนี่ย
อ๋อ......นอกจากปัญหาการขาดประสบการณ์ของอาสาสมัครแล้ว ความกลัว After shock ที่กรมอุตุแม่งเตือนจังเลย (แต่เวลาจริงๆ เสือกไม่เตือน) ก็ทำให้หลายๆ คนมีอาการป๊อดอยู่ในใจ
วันนั้นประมาณบ่ายหน่อยๆ อยู่ดีคนก็วิ่งกรูออกมาจากซอยบางเนียง แล้วก็ร้องว่าวิ่ง.....คลื่นมา (อีกแล้ว) แล้วผู้คนนับพันก็ไปอยู่กันบนเขาในพริบตา
ผมว่าตอนเด็กพวกพี่คงจะเล่นไล่จับกันบ่อย............................
แต่ ณ เวลาเดียวกันนั้น
มีมหาบุรุษ และสตรีอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่คงยังยืนอยู่เฉยๆ โดยไม่สะทกสะท้าน ซึ่งก็คือ
คนขับรถยกเสาไฟฟ้าอันสูงปรี๊ด
หมอนะฮ้า......อันนี้ไม่ต้องอธิบาย
คุณวัช......กูขึ้เกียจวิ่ง จริงๆแล้วไม่ได้ใส่เกงใน แล้วก็ไม่มีอารมณ์จะไถนา
.
.
แล้วก็มหาบุรุษ และสตรีอีกหลายท่าน
จริงแล้วคนที่ไม่วิ่งนั้น ไม่ใช่เพราะขึ้เกียจ หรืออะไร แต่เพราะคนเหล่านั้นพยายามรวมรวมเอกสาร ที่กระจัดกระจายจากการวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตของเหล่าอาสาสมัคร เอกสารที่เขียนกันมาทั้งวันก็สูญหายไปไม่น้อย
ในขณะที่คนอื่นกำลังวิ่ง นักวิทยุสมัครเล่นที่นั่งข้างๆผม แสดงความเก๋าอีกครั้ง ด้วยการวิทยุเข้าไปถามคนที่อยู่ใกล้ทะเลว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ได้รับคำตอบที่น่ารักน่ากระทืบมาว่า “คนเก็บศพเห็นน้ำลง เลยตกใจคิดว่าคลื่นจะมา”
...................................................................
อีหรอบเดียวกับข่าวลือเมื่อวันก่อน
เช้าวันนั้นอยู่ดีๆ คนและพาหนะทุกอย่างต่างมุ่งหน้าไปทางเหนือด้วยความเร็วในระดับสุดตีน ผมซึ่งยังอยู่ที่ร้าน มองหน้ากับเพื่อนร่วมงานอย่างงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะบริเวณที่อยู่ตรงนั้นเป็นที่สูงเลยรู้สึกประหลาดใจว่าคนแม่งจะวิ่งลงต่ำกันไปทำไม
เวลาผ่านไปซักพักรถยังวิ่งกันอยู่เป็นขบวนโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด และมีเฮลิคอปเตอร์ บินไล่ตามในระดับต่ำแทบจะดูดตูดกันเพื่อถ่ายภาพ ในขณะที่พวกเรายังคงมองตาปริบๆ ว่าพวกแม่งทำเหี้ยไรกัน ฝรั่งที่ร้านบางคนเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของสื่อเพื่อขายข่าว
สักพักความสงสัยของผมก็หมดไป
(เมื่อเขาเดินมาพร้อมกับวัชพืชสองห่อใหญ่ มันคือสมุนไพร).........นี่ไม่เกี่ยวนะจ๊ะ แต่ก็ขอให้ได้บุญมากๆนะโยม
เมื่อตำรวจขับรถมาจอดที่หน้าร้านแล้วบอกให้พวกเราย้ายไปอยู่ที่อื่น เพราะมีข่าวมาว่าคลังแสงจะระเบิด
ได้ยินดังนั้นผมจึงตัดสินใจอยู่ที่เดิม เพราะถ้าคลังแสงระเบิดจริง จะไปยังไงก็ไม่ทัน สู้อยู่ตรงนี้ดีกว่าโดนจังๆ ศพจะได้ไหม้สวยๆ
แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...........5 5 ได้เล่นหนังแขกอีกรอบแล้วเพื่อน
................................................
ทราบความภายหลังจากแหล่งข่าวน่าเชื่อถือว่า (มีคำอธิบายเรื่องนับ 10 เวอร์ชั่น เรื่องนี้น่าจะจริงที่สุด)
ในขณะที่ทหารเรือกำลังขนย้าย วัตถุระเบิดออกจากเรือรบหมายเลข 457 นั้น ได้เกิดการระเบิดของแก๊ซปิคนิคที่ท่าเรือทับละมุซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียง
ซึ่งทางกองทัพเกรงว่าก๊าซที่พุ่งออกมาอาจไหลเข้าไปที่ใต้ท้องเรือ ซึ่งมีนายทหารชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวนหลายนาน กำลังแอบดูดเนื้อกันอยู่ พวกเขาเกรงว่าประกายไฟที่โจ๋นั้น อาจทำให้ก๊าซที่เข้ามาอยู่ในตัวเรือเกิดการลุกไหม้และลามไปที่ขีปนาวุธ
ซึ่งอาจเกิดทำให้เกิดการระเบิดขึ้นได้ แล้วเหล่านายทหารเกรงว่าจะถูกผู้บังคับบัญชาระดับสูงลงโทษสถานหนัก
ในข้อหา ดูดบ้องแล้วไม่ชวน
.......................................................
ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าท่านผู้อ่านก็โตจนหมาเลียกระดอไม่ถึงแล้ว (ยกเว้นอยู่กรณีเดียว) อะไรจริงไม่จริงก็พิจารณากันเอาเอง
ส่วนอันนี้สิเรื่องจริง
ย้อนกลับไปวันที่ผมขับรถปิคอัฟเน่าๆพาญาติพี่เก่งไปตรวจหาเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมที่วัดย่านยาว วันนั้นผมขับไม่เร็วแต่ทันใดนั้นเองมีวัตถุบางอย่างพุ่งเข่ามาหาผมจากด้านหน้าด้วยความเร็วพอๆกับมีดสั้นของเอี๊ยบไค
มันเป็นโลหะที่มาพร้อมกับวิญญาณ.......................................
แต่มันไม่ใช้มีดสั้น
แล้วมันก็ไม่ใช่ตะกั่วของนักดำน้ำรัสเซียน
.
.
.
.
รถปอเต็กตึ๊ง ขับกลางถนนมาด้วยความเร็วพอๆกับความเร็วรถในสนามเดโทนา ผมหักพวงมาลัยหลบวูบ รถที่ผมขับห่างจากรถเฮียปอ ไม่ถึง 3 นิ้ว 7 หุน
การเฉี่ยวกันของวัตถุที่มีมวลเกือบ 2 ตันด้วยความเร็วขนาดนั้น ย่อมก่อให้เกิดแรงดูดอย่างมหาศาล จนแทบจะกระชากวิญญาณของผมออกไปจากร่าง ผมนึกในใจในระหว่างขับรถว่า “กูอุตส่าห์รอดจากคลื่นยักษ์แล้ว แต่อาจจะต้องมาตายเพราะรถชนบนถนนเนี่ยนะ......ช่างน่าสมเพชจริงๆ”
กว่าจะไปถึงวัดผมก็ได้เสียวกับรถนั่นไปแล้วไม่รู้กี่รอบ ผมพยายามมองในแง่ดีว่าอย่างน้อย ผมก็แน่ใจได้ว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุศพผมก็จะถูกเก็บส่งวัดได้อย่างรวดเร็ว
หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินข่าวลือที่ว่า รถ เฮียปอ วางเครื่องเจ ตอนนี้ผมเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข และเชื่อว่าวางหลายคันด้วย
และไม่กี่วันต่อมาก็มาก็มีข่าวว่า รถเก็บศพชนกัน
........................................................................
เจอแต่เรื่องหนักๆเข้าทุกวันผมก็เบื่อ
เช้าวันหนึ่งผมจึงขี่จักรยานไปนั่งชมวิวอยู่หน้าร้าน Sub Aqua
อย่าลืมว่าร้านนั้นอยู่ที่สูง การขี่รถไปที่ร้านจึงต้องใช้แรงไม่น้อย เมื่อถึงร้านผมหอบเป็นหมาและนั่งพักอยู่บนโต๊ะหมากรุกหน้าร้าน แล้วถอกเอ้ยถอดเสื้อออกมาผึ่งลมให้แห้ง
อีกไม่กี่นาทีต่อมาก็มีไอ้พวกหัวควย 4 5 หัวเดินมาที่ผม พร้อมกับถามผมว่ามาทำอะไร ผมก็ไม่รู้จะตอบควยไร เพราะนี่มันก็เป็นที่ทำงานกู คนแม่งก็นั่งอยู่ทุกวี่ทุกวัน พวกมึงนะสิตัวประหลาด
ทำไมพวกควยนี่ชอบนึกว่ากูจะมาปล้นวะ ถ้าปล้นแล้วกูจะนั่งเฉยๆอยู่หน้าร้านทำกระด๋อยอะไร
ไอ้ห่าเวลาปล้นจริงๆ เสือกไม่จับ...............นี่หละตำรวจไทย นอกจากการหลั่งแล้วอย่างอื่นก็ช้ากว่าชาวบ้านเสมอ
....................................................................


1 Comments:
ไปดูความใจดีของเพื่อนมึงด้วยนะยะ
http://cadenzato.exteen.com/20051124/entry
มีบางคนเขาลงคอมเม้นไว้ด้วย
Post a Comment
<< Home