Friday, November 11, 2005

เรื่องเล่าโหดๆจากผู้ประสบภัยที่เขาหลัก - ปัจฉิมภาค

ภาค 6

ผมคลำไปเจอซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นอะไร ผมพยายามคลำลงไปใต้ซากนั้นเพราะเชื่อว่าน่าจะมีผู้ตายที่ติดอยู่ใต้นั้น

มันไม่ง่ายเลยสำหรับการดำน้ำลงไปจับศพในสภาพที่มองอะไรไม่เห็น

มันคงไม่ต่างอะไรกับการเดินไปหาศพในป่าช้าในความมืดสนิท แล้วเมื่อเจอศพแล้วยังต้องอุ้มศพกลับมา

ผมใช้มือคลำลงไปตามท่อนไม้ท่อนหนึ่งซึ่งต้องทำอย่างระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เสี้ยนตำมือ และเพื่อไม่ให้ตัวเองคลำพรวดพราดไปเจอวัตถุมีกลิ่นบางชนิดแบบมิทันตั้งตัว..........มิฉะนั้นอาจจะมีอาการค้างได้

ทันใดนั้นมือซ้ายของผมคลำไปพบอะไรสักอย่างที่มีลักษณะนิ่มๆเหมือนเนื้อปลาที่ถูกต้มจนเปื่อยและมีขนาดใกล้เคียงกับแขนคน ผมนึกในใจว่า “มันใช่............ ..ป่าววะ ดึงแม่งขึ้นมาดูให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยแล้วกัน ไหนๆอยู่ตรงนี้แม่งก็มองควยไรไม่เห็นอยู่แล้ว”

ผมใช้มือซ้ายที่อยู่ใกล้ คว้าวัตถุน่าสงสัยชิ้นนั้นขึ้นมา (ไม่ใช้สองมือเพราะเก็บอีกข้างที่ไม่มีกลิ่นติดเอาไว้เผื่อต้องแคะขี้มูก) กะว่าต้องได้ซักคนแน่ๆ หรืออย่างน้อยก็ขอซักแขนก็แล้วกัน

แต่แล้วมันก็แย่กว่าที่คิด ผมขึ้นมาพร้อมกับชิ้นเนื้อขนาดหยิบมือใหญ่ๆ ซึ่งมีสีขาวเหมือนเนื้อปลามีลักษณะยุ่ยมาก ไม่มีก้าง ไม่มีเกร็ด และไม่มีรอยชั้นเนื้อ (นึกถึงปลาดิบเวลาหั่นจะเห็นรอยเส้นเป็นแนวๆ)

ผมใช้เวลาสักพักเพื่อทำใจให้นิ่ง แล้วจึงยัดเนื้อชิ้นนั้นใส่ปาก

จะได้รู้กันไปเลยว่ามันเป็นอะไร..........................
............
......
..
.
(ผู้อ่านท่านก็โตๆกันแล้ว อะไรจริงไม่จริงก็พิจารณากันเอาเองนะจ๊ะ)

เพื่อให้แน่ใจผมจึงขยึ้เนี้อชิ้นนั้นลงบนมือ พบว่าถึงแม้เนื้อจะเปื่อยมากแต่ก็มีความเหนียวมากกว่าเนื้อปลา

เนื้อชิ้นนี้ถูกส่งไปให้คนบนเรือดูเพื่อช่วยกันดูต่อว่าใช่หรือไม่ โชคไม่ดีที่ไม่มีพวกมูลนิธิ โรงเจ หรือหมอชันสูตรที่อยู่แถวนั้น ดังนั้นนอกจากลักษณะทางกายภาพและกลิ่นอันหอมกรุ่นแล้วยังคงไม่มีการพิสูจน์อื่นมายืนยัน

ศพนั้นยังคงเอาขึ้นมาไม่ได้เพราะส่วนที่เหลือจมอยู่ใต้โคลนที่หนาเป็นเมตรๆ ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าเดิมขุมเหมืองนี้มีความลึกประมาณ 4-5 เมตร แต่พอลงไปจริงก็มีความลึกประมาณ 2 เมตรเท่านั้น นั่นคงเป็นเพราะคลื่นยักษ์ได้ซัดเอาโคลนจำนวนมากเข้ามาในบ่อ

พวกเรายังคงทำการสำรวจต่อไปแต่ก็ยังไม่พบอะไรที่น่าสนใจเท่าชิ้นเนื้อเมื่อครู่ ก่อนที่จะขึ้นพวกเราตัดสินใจว่ายเรียงเป็นหน้ากระดานแล้วไปขึ้นฝั่งที่อีกด้านของบึง ผมอยู่ด้านขวาสุด แล้วพวกเราก็ลงสู่ความลึกแล้วก็คลานไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

แล้วก็อีกครั้ง

ผมคลำไปเจออะไรกลมๆสักอย่างขนาดพอๆกับลูกมะพร้าว มีขนๆอยู่ตรงบริเวณที่จับ

หัวกบาลคนแน่ๆ แต่น่าจะเป็นหัวคนในทีมเพราะผมสั้นๆ ผมนึกในใจ แล้วจึงโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำแล้วเพื่อดูว่าคู่ดำน้ำอยู่ตรงไหน ผมเห็นฟองผุดขึ้นมาข้างหน้าจึงเชื่อว่าเมื่อกี้คงจะเป็นหัวของเพื่อน

ผมอธิบายให้ทีมที่อยู่บนเรือฟัง ซึ่งพวกเขาก็คิดว่านั่นน่าจะเป็นหัวของพวกเราที่อยู่ใต้น้ำ

........................................................................

ผมดำลงไปอีกครั้ง แล้วขึ้นมาพร้อมกับกล้องถ่ายรูป

ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่ที่รีบเอากล้องขึ้นมา เพราะในช่วงเวลาที่ผมคลำไปเจอกล้องนั้น ผมดึงมันขึ้นมาตรงๆ ซึ่งถ้าหากผมคลำต่อไป ผมอาจจะพบว่ากล้องนั้นคล้องอยู่กับแขนของเจ้าของกล้องก็เป็นได้

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร วันนั้นผมเป็นคนเดียวในทีมงานที่หางมเจอหลักฐานที่น่าสนใจ แต่ก็เสือกทำได้ไม่ดีเท่าใดนัก รู้สึกเหมือนกับว่าได้บอลแล้วเสือกตีนบอด

หากใครที่มีโอกาสมาทำงานในลักษณะนี้ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่านี่คงจะเป็นคำแนะนำที่เป็นประโยชน์

...........................................................................

ทีมงานบนเรือถามผมทันทีที่ผมขึ้นมาที่ผิวน้ำว่าเมื่อกี้คลำเจอหัวที่ไหน ผมทำหน้างงๆ............. พวกพี่ๆ จึงบอกว่า “ถาม Buddy ให้แล้ว เมื่อกี้ไม่ใช่หัวแก”

อ้าวเชี่ย.....งั้นเมื่อกี้มันก็ใช่นะสิ (นึกแล้วยังสยองไม่หาย)

ผมกลับลงไปหาหัวเมื่อครู่ แต่ก็หาไม่เจอ .................. นึกในใจ “วันนี้กูแม่งตีนบอดจริงๆ”

สื่อมวลชนเข้ามาสัมภาสน์ทันทีที่ผมขึ้นฝั่ง เขาถามผมว่าเจออะไรมั่ง ไม่กลัวติดเชื้อหรอ (คงจะเห็นผมดำมือเปล่า จริงแล้วเขามีแต่ถุงมือหมอแจกซึ่งบางมาก ยังไม่ทันไรถุงก็แตกแล้ว เลยไม่ใส่แม่งเลยดีกว่า”

ตอนขนของกลับมีฝรั่งผู้ชายวัยดึกคนหนึ่งมาช่วยถือของ ท่าทางจะซาบซึ้งใจมากที่ยังมีคนเสียสละมาช่วยหาศพผู้ตายให้ และถึงแม้ว่าจะเอาศพขึ้นมาไม่ได้แต่ชาวบ้านหลายๆคนมีสีหน้าที่ดีขึ้นเพราะอย่างน้อย ก็ยังมีคนมาให้ความสนใจ

................................................................

นึกแล้วก็ขำ ปรกติผมจะเยี่ยวทุกครั้งที่ดำน้ำ แล้วจะทำให้น้ำเข้ามาในชุดเพื่อให้กลิ่นมันจางลง แต่วันนั้นผมไม่คิดแม้แต่จะเยี่ยว

นอกจากนั้นผมจะมีปัญหาเรื่องน้ำเข้าหน้ากาก เพราะหนวดมันยาวเลยทำให้ขอบซิลิโคนผนึกกับหน้าได้ไม่สนิท น่าแปลกที่วันนั้นน้ำไม่เข้า แล้วหน้ากากก็ไม่เป็นฝ้าด้วย แต่ถึงเป็นฝ้าก็ไม่คิดจะเคลียเพราะถึงอย่างไรก็มองไม่เห็นอยู่ดี แล้วก็ไม่อยากเอาน้ำหอมๆเข้ามาในหน้ากากด้วย
.................................................................

ผมอยู่ที่เขาหลักอีก 2 -3 วันแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากแล้วจึงขอจบเรื่องเล่าโหดๆไว้เพียงเท่านี้ เสียดายวันที่ผมกลับบ้าน ร้านที่ผมชอบไปนั่งได้ออกเรือไปดำน้ำเพื่อทำการสำรวจปักการังรอบแรก ผมจึงพลาดไป

ป.ล. แฟนานุแฟนโปรดอดใจรออ่านบทส่งท้ายที่กำลังจะตามมาในเร็ววัน

0 Comments:

Post a Comment

<< Home