Friday, November 11, 2005

เรื่องเล่าโหดๆจากผู้ประสบภัยที่เขาหลัก - ภาคห้า

ต่อภาค 5

ก่อนขึ้นภาค 5 ขอโอกาสเพิ่มข้อมูลเล็กน้อย.....เพิ่งนึกออกตอนนอนว่าทำไมที่พิมพ์เมื่อวานทำไมบางวันมันสั้นๆ
งั้นขอเริ่มเลยแล้วกัน

แสงสีขาวฉายออกมาอีกครั้ง

ผู้อ่านหลับแล้วลืมตาขึ้นมากับภาพของผมที่กำลังเพิ่งจะตื่นนอน ผมมองไปรอบๆ ก็ได้เห็นกองถุงยางเปื้อนน้ำว่าวกระจายอยู่เกลื่อนห้อง.........เอ ผิดเรื่องนี่หว่า เอาใหม่ๆ

3……
2……
1……

ACTION!

วันนั้นผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าตะต้องรีบไปกรีดยางหรืออย่างไร แต่วันนั้นผมต้องไปจับโจร (โจรจริงๆนะ ไม่ใช่โจรปล้นเกงใน)

คืนก่อนหน้านั้นพี่เก่งได้รับ SMS จากพนักงานคนหนึ่งในร้านว่าให้ช่วยหยุด Katja และHanness ซึ่งเป็น Instructor ของร้านทั้งคู่ สองคนนี้ได้ขนเอาอุปกรณ์ดำน้ำของลูกค้ำและของเพื่อนร่วมงานออกจากร้านไปแล้ว ซึ่งผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าของที่ถูกขโมยไปนั้นมีมูลค่าเท่าไร บางชิ้นก็ราคาสูงส่วนบางชิ้นก็แพงระยับ เอาง่ายๆว่าถ้าเทียบระหว่างนักดำน้ำเยอรมัน กับรัสเซียนในเรื่องความแพงแล้ว นักดำน้ำพวกหลังก็มิได้แตกต่างจากเด็กทารกหัดดำน้ำไม่ หากจะแจกแจงโดยพิสดารก็จะเห็นว่ากล้องดำน้ำชุดเดียวราคาก็มากกว่า 160,000 บาท

พวกเราขี่มอไซค์ไปดักที่ท่ารถ บขส. ที่ตะกั่วป่า ตั้งแต่เช้าแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา พวกเราจึงแบ่งกำลังออกเป็นสองสาย สายหนึ่งเผ้าอยู่ที่สถานีขนส่ง ส่วนอีกสายออกตระเวนหาตามโรงแรมต่างๆ ซึ่งผมอยู่ในทีมนี้

พวกเราขี่มอไซออกไปไม่นานก็พบกับหนึ่งในสองตัวนั่น หล่อนกำลังพยายามคุยกับคนขับรถปิคอัฟเพื่อจะเหมารถไปที่สุราษฎร์ (มันจะไปลี้ภัยที่เกาะเต่า) หล่อนเห็นผมแต่.......ไม่ได้สัมผัสถึงรังสีอำมหิตเลยแม้แต่น้อย เธอกลับขอให้ผมช่วยเจรจากับคนขับรถให้

ผมต่อรองให้เป็นภาษาคนน้อยที่สุดเพื่อยืดเวลาออกไป ในขณะที่พี่เก่งติดต่อกับทีมงานที่ซุ่มอยู่ที่ท่าสถานีขนส่งให้มาเสริมกำลังที่นี่

เมื่อกองหนุนมาถึงพวกเราก็ค้นห้องแม่งดื้อๆเลย คาเรนเริ่มก่อน เธอเดินเข้าไปหยิบกล้องตัวละแสนออกกว่ามาทันที นังโจรร้ายถึงกับพูดไม่ออกเพราะเสือกทะลึ่งเขียนชื่อตัวเองเอาไว้บนกล้อง.........งิดสิมึง ตอนทำไม่ร้อง ตอนนี้จะมาร้องก็คงจะสายเกินไป

ผมพรางตัวอยู่หลังห้องพักในระหว่างการตรงจค้น เพื่อป้องกันเทคนิคขอมดำดิน (ภาคนี้แม่งยังกะหนังสืบสวน)

กองกำลังผ่ายธรรมมะยังคงงัดของออกมาจากห้องนั้นเรื่อยๆ ตอนแรกพวกเชี่ยนั่นบอกว่าหยิบมาเท่าที่จะใช้ แต่เท่าที่ผมเห็นของที่ถูกปล้นออกมานั้นคงใช้ได้ 5 -6 คน ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงจะต้องเหมารถปิคอัพ

BCD ที่เห็นๆ ก็ชุดละประมาณ 2-3 หมื่น พบของกลางประมาณ 5 ชุด
Regulator ราคาแพงกว่า BCD หน่อย พบของกลางประมาณ 5 ชุด
Dive Computer ราคาแพงระยับ มีทั้งของลูกค้าและของร้าน หลายตัวอยู่ทีเดียว
และอื่นๆ อีกมากมาย.....เตรียมตัวพบกันที่งาน Asia Dive Exhibition ในเดือนเมษายนนี้

พวกเราเข้าไปดูในห้องเห็นเมียไอ้ Hanness นั่งอยู่บนเตียง น่าตาจัดว่าน่ารักเลยทีเดียว

ไหนๆถึอว่ามากันเยอะก็เก็บให้หมดเลยแล้วกัน พวกเราจับเธอปลดโดยมิได้นัดหมาย เธอไม่ร้องไม่ดิ้นเลยสักแอะ

โบราณกล่าวหากสตริมิร้อง
จักได้หมายความว่าเธอสมยอมไม่
เพราะบางทีเธออาจจะเจ็บคออยู่........

ในที่สุดพวกเราก็ถอด Dive Com ออกมาจากข้อมือเธอ.......อีดอกเอ้ย นั่งทำเนียนมาตั้งนานนึกว่าจะรอดง่ายๆหรอ

อีกสักพักผู้จักการก็ขับรถปลัดมา (Ford Ranger) ณ ที่เกิดเหตุ กองกำลังส่วนหน้าขอให้ผู้จัดการช่วยค้นอีกรอบ แล้วระหว่างนั้นพนักงานที่ร้านก็สนทนา กันอย่างหูดับตับไหม้

ผมเพิ่งจะเข้าใจว่าที่คาเรน โทรไปบอกให้พวกผมมาช่วยหยุดพวกนี้เนื่องเพราะตอนนี้ทางร้านไม่มีเงินจะจ่ายพนักงานเลยบอกว่าของในร้านจะหยิบอะไรก็หยิบไป ซึ่งอุปกรณ์ดำน้ำของลูกค้าก็ย่อมจะอยู่ในนั้นด้วย เมื่อคาเรนเห็นเพื่อนเอาไปมากกว่าจึงยอมไม่ได้ หล่อนจึงต้องการให้พวกเราหยุดไอ้สองตัวนี้แล้วเอาของกลางมาแบ่งกันใหม่อย่างยุติธรรมมากขึ้น

แต่ผมกับพี่เก่งหาได้ยอมให้มันเป็นเช่นนั้นไม่ ผมเชื่อว่าถึงจะไม่ได้ตังแต่ก็ดีกว่าหาเงินจากบนความทุกข์ของผู้อื่น ถึงแม้พวกเชี่ยนั้นจะอ้างว่าลูกค้าก็มีประกัน กันหมดทุกคน แต่ยังไงผมก็มองว่าการกระทำนั้นมันก็น่าละอายอย่างไม่มีข้อสงสัย

คนเราถ้าไม่เหี้ยจนเกินไปยังไงก็คงจะไม่อดตาย

ของกลางที่พวกเรารวบรวมมาได้จึงถูกนำมากองเอาไว้ที่ร้าน ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังอยู่ครบหรือไม่แต่นั่นก็คงจะไม่ใช้ธุระอะไรของผมอีกต่อไปแล้ว ผมเชื่อว่าผมได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว

ภาค 5 (จริงๆ)......*คำเตือนเพื่ออรรถรถของท่านผู้อ่านกรุณา เปิดไปที่ Photo แล้วเปิดรูปสุดท้าย

เช้าวันรุ่งขึ้นผมหยิบกระเป๋าดำน้ำแล้วควบมอไซไปที่ร้านดำน้ำ Bubble Blue ทันที แต่พอไปถึงร้านปรากฏว่าไม่มีคนอยู่...............

ผมไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี ที่ตอนนั้นคิดว่าตกรถเสียแล้ว

ผมนึกขึ้นได้ว่าเคยชวนพี่เก่งมาดำน้ำงมศพแล้วครั้งหนึ่งแต่แกปฏิเสธ แกอธิบายว่า “เห็นพี่ นิ่งๆแบบ แต่ในใจพี่มันไม่ใช่....”

คำพูดประโยคนี้ทำให้ผมหวนคิดไปถึงวันที่ไปทำงานอาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัย คนหลายๆคนกรีดร้อง หรือแทบจะเป็นลมยามที่ได้เห็นศพของคนอันเป็นที่รัก

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับความจริงอันนั้น

ถ้าคุณเห็นคนที่คุณรักในสภาพที่

....................................

ผมร่วงหมดกบาล เพราะหนังหัวเน่าไปแล้ว

ตาเกือบจะถลนออกมานอกเบ้า

ริมฝีปากบวมเหมือนห่วงยางกลมๆ ที่ตอนเด็กชอบโยนเล่น แล้วมีลิ้นเน่าๆอันเท่ากำปั้นจุกอยู่ตรงกลาง

ท้องบวมจนแตก น้ำหนองไหล

พร้อมกับกลิ่นอันหอมรัญจวนใจ

..........................................................

ศพบวมมากจนปิดฝาโลงไม่ได้

นี่คือความจริงที่ไม่มีใครอยากจะยอมรับ มันโหดร้าย ผมถึงเข้าใจพี่เขามากขึ้น

..........................................................................


ผมโทรเข้ามือถือของพี่ที่ร้านว่าไปไหนกันหมด แกตอบว่าไปเอาของ (อุปกรณ์ดำน้ำ) ที่ท่าเรือเดี๋ยวมารับ..............ผมนึกในใจ ว่าถ้าไม่ได้ออกเรือจากท่าแล้วจะไปดำที่ไหนวะ

ผมนึกต่อไป.......อ้าวเหี้ยให้กูดำในบึงเน่าๆเนี่ยนะ......... โฮมันช่างเป็นงานที่โหดร้ายกับคนที่บอบบางน่าทะนุถนอมอย่างผมเสียเหลือเกิน

ผมถูกนำตัวไปส่งที่บึงแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีทีมงานที่เตรียมตัวจะลงน้ำอยู่แล้ว......ผมนึกในใจ 5 5 สบายแล้วสิกูไม่ต้องลง คนที่มาก่อนคือเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเล ซึ่งใช้อุปกรณ์เหมือนกันทุกคน (แน่ละซิ ก็ของหลวงนี่หว่า) พวกเขาพยายามที่จะนำศพออกมาจากซากรถที่จมอยู่ใต้กองโคลน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเพราะโคลนหนามากแล้วรถก็จอดซ้อนคัน (ในแนวตั้ง)

ทีมงานจึงขอรถ ขุดเพื่อมาลากกองรถออกจากน้ำ ลากกันจนเชือกขาดแต่ก็ยังไม่ได้................พี่จก เจ้าของร้าน Bubble blue แอบบ่นว่าประสานงานกันยังไง แทนที่จะเอารถ ขุดแบบตีนเป็ดมาจะได้ลุยน้ำได้ เอารถขุดแบบธรรมดาชาติหน้าก็ไม่เสร็จ

ทีมงานประชุมกันว่าจะต้องสูบน้ำออกไปก่อนแล้วค่อยลุยใหม่

จากนั้นไม่นานทีมกู้ภัยก็กู้ศพที่จมอยู่ที่น้ำตื้นได้ 1 ศพ ผมนึกในใจนี่นะหรอที่ผมต้องไปเอาขึ้นมาจากน้ำ

พวกเราย้ายไปสถานที่ใหม่ซึ่งเคนเป็นเหมืองมาก่อน ชาวบ้านบอกว่าตรงนี้ลึกสัก 4 -5 เมตรได้ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าสนามฟุตบอลเล็กน้อย พวกเราทำการสำรวจที่ผิวน้ำเป็นอย่างแรกด้วยการพายเรือยางไปให้ทั่วฝั่งแล้วใช้ไม้คลำเอาว่า แต่ละจุดมีความลึกเท่าไหร่ และตรงไหนมีซากปรักหักพังบ้าง เราเชื่อว่าศพที่อยู่ใต้น้ำน่าจะอยู่ใต้ซากหาไม่แล้วก็คงจะลอยตุ๊บป่องขึ้นมา เราทำเครื่องหมายที่บริเวณซากใต้น้ำโดยใช้ไม้ปักเอาไว้

จากนั้นนักดำน้ำทีมแรกก็ลงไปสำรวจ.........5 5 สงสัยกูจะรอด

ทีมแรกดำไปซักพักในขณะที่พวกผมยังคงใช้ไม้คลำตำแหน่งบนเรือยางอยู่ แต่ก็ยังไม่พบอะไร พวกเราเริ่มจะเห็นว่านักดำน้ำทีมแรกเริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยดี จึงต้องกัดฟันอาสาลงไปแทน

ผมปรากฏกายอีกครั้งราวกับมัจจุราจ..........
.
.
.
หน้ากากสีดำ

ชุดดำน้ำสีดำ

ชูชีพลมสีดำ

สายอากาศสีดำ

รองเท้าสีดำ
.
.
แต่ทว่ามือซ้ายมิได้กำกระบี่.......(อ้าว ก็กูไม่ไช่โป้วอั้งเสาะนี่หว่า อยากรู้ว่าเป็นใครกรุณาอ่านดาบจอมภพ หรือจอมเสเพลชายแดนห่าไรสักอย่าง.....อันแรกสำนวน ว ณ เมืองลุง ส่วนอันหลังของ น นพรัตน์)

จอมยุทธขวัญเยื้องกายลงน้ำด้วยกระบวนท่าอันสง่างาม พร้อมกับทีมงานอีก1 องค์ (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ จำได้แต่ว่าเป็นทหารเรือ และพ่อทำงานในกรมทรัพยากรทางทะเล วันนี้มาช่วยพ่อ)

ษาบาญด้าญหว้าวัฬณั้ณเปนวรรญธี่ณ้ามขุ่นมากธี่ษุฏเธ่าธี่เคญฎำณ้ำมา (แปลว่าน้ำขุ่นมองควยอะไรไม่เห็น)

เอาเป็นว่ามือวางห่างหน้าตัวเองคืบเดียวยังมองไม่เห็น ด้วยเหตุนี้เองการดำน้ำในวันนั้นจึงมีรสชาติ “หลอน” มากขึ้น

ผมจึงใช้โอกาสนี้ลูบๆคลำไปตามตัวเธอ เพราะยังไงก็เชื่อว่าคนที่นั่งเบาะข้างก็คงจะมองไม่เห็น........เอ้ยไม่ใช่ ผมใช้มือลูบไปตามซากปรักหักพังต่าง ซึ่งผมยังต้องคอยระวังตะปูและเสี้ยนไม่ให้ตำมือ

เหมืองนั้นมีความลึกประมาณ 2 เมตร ซึ่งตื้นกว่าที่พวกชาวบ้านบอกเอาไว้มาก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคลื่นได้ซัดเอาโคลนหนาเป็นเมตรมาลงที่เหมือง

และแล้วเรื่องหลอนๆก็เกิดขึ้น
.
.
.
“หมับ!!!”
.
.
ทันใดนั้นเองก็มีมือประหลาดมาคว้าที่ขาของผม
.
.
“เย็ด”, ผมกรีดร้องอย่างโหยหวนในใจ
.
.
ผมหันกลับไปแต่ก็มองควรไรไม่เห็น ผมก็ไม่รู้จะทำควรไรเหมือนกัน และในวินาทีนั้นผมจึงตัดสินใจใช้วิธี หนามยอกก็เอาหนามบ่ม
.
.
มึงคว้ามากูก็คว้ากลับ
ผมคว้าไปที่มือประหลาดนั่น มันเป็นแขนคนแน่ๆ
.
.
มือประหลาดเริ่มขยับ ผมสัมผัสถึงบริเวณที่ผมจับได้ว่า
อ้าวนี่มันชุดดำน้ำนี่หว่า ที่แท้ก็พวกเดียวกัน อุตส่าห์ลุ้นตั้งนาน

...................................................................

พวกเรายังคงทำการดำน้ำต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่ง

0 Comments:

Post a Comment

<< Home