Saturday, March 24, 2007

เรื่องมีดโกน

อุปกรณ์โกนหนวดที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้นับว่าสะดวกสบายและแตกต่างกว่าในอดีตเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาราวกับหน้ามือเป็นหลังตีน แต่ความง่ายและรวดเร็วนั้นแลกไปกับเสน่ห์ของการโกนหนวด เราคงรู้สึกแปลก ๆ หากช่างตัดผมใช้มีดโกน Gillette Mach 3 มากันจอน หรือกันคิ้ว



หลายคนคงไม่เคยสังเกตว่าที่ใบมีดโกนนั้นมีเครื่องหมายรูปสามเหลี่ยมอยู่สองอัน สำหรับคนที่เคยเห็นก็คงมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่ามันมีความหมายอะไร หัวลูกศรดูไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับการโกนหนวดเช่นเดียวกับรูปปิรามิตที่เสือกเสล่อไปอยู่บนแบงค์ดอลล่าห์

ด้วยเหตุนี้จึงขอเล่าเรื่อง ความหมายของสามเหลี่ยมบนใบมีดโกน ตามที่เคยได้สัญญาไว้



นอกจากเรื่องความงามแล้วมีดโกนจัดเป็นอุปกรณ์ดำรงชีพของพรานในอดีต

หนอนบล็อก: ดำรงชีพด้วยการกรีดกระเป๋าหรอคะ

ขวัญ: เอ่อ แต่ผมหมายถึงการดำรงชีพในป่านะครับ

หนอนบล็อก: อ๋อ!!! การดำรงชีพในป่าไม้เดียวกันนะหรอ

ขวัญ: ป่าม้งป่าไม้แตดไรเล่า “It’s about using a razor as a survival tool in a wood.” กล่าวคือมีดโกนสามารถใช้เป็นเข็มทิศได้ด้วย โดยลูกศรที่เราเห็นนั้นจะเป็นตัวบอกทิศเหนือ เพียงแค่เราทำให้มีดโกนสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก เช่น ห้อยกับเชือก หรือนำมาวางบนน้ำ มีดโกนก็จะหมุนไปตามแรงแม่เหล็กโลก










แม้ว่าอาจจะช้าไปแต่สุดท้ายก็ได้ทำตามที่เคยพูดไว้
เช่นเดียวกับมีดโกนที่แม้ว่าจะวางอยู่อย่างไร
แต่ท้ายสุดย่อมหันไปจบที่ทิศเหนือเสมอ





Sunday, February 11, 2007

กำลังใจจากเพื่อน ป

บางสิ่งยิ่งเก็บยิ่งเก่า
.
.
ทว่าบางสิ่งหามิใช่เป็นการเพิ่มคุณค่า



มันเป็นเพียงเศษกระดาษเน่า ๆ ในสายตาของคนทั่วไป ทว่าข้อความในนี้คือความจริงอันเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่า “บ้า ๆ บอ ๆ ภาค ๘ – ฉันคือใคร” (http://de-underwater.exteen.com/20060705/entry) ที่ได้นำเสนอไปเมื่อกลางปีที่แล้ว

เชื่อว่าคนที่ผ่านการเรียนในระบบการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลของไทยมาก็คงจะทราบถึงความกดดันในช่วงชีวิตวัยเรียนเป็นอย่างดี ที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ลานประหาร (การสอบเข้ามหาวิทยาลัย)

โรงเรียนของผมอาจเปรียบได้กับราชวงศ์ถังตอนปลายที่มีคนกล่าวยกย่องว่า “ข้องนอกสวยงามข้างในเน่าเฟะ” จึงไม่แปลกอะไรที่สถาบันกวดวิชาจึงกลายเป็นธุรกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ประกอบการได้เป็นอย่างยิ่ง จนอดคิดไม่ได้ว่ากูมาโรงเรียนทำไมวะ

มังกรโคโมโด ที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์ทำตัวโคโมโดมากขึ้นทุกวัน หลายคนยังคงทำเฉยเพราะอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องของกู หรือกูจะหาเหาใส่ตัวทำไม

“สิทธิและเสรีภาพคือของขวัญวันเกิดสำหรับมนุษย์ทุกคน” คือสิ่งที่ผมเชื่อมั่นและเป็นเดิมพันของเกมส์นี้
แม้ว่าจะมีคนไม่น้อยที่ได้รับผลประโยชน์จากชัยชนะในครั้งนี้ ทว่าการต่อสู้ดำเนินไปอย่างตึงเครียดและโดดเดี่ยว

แต่วันหนึ่งผมก็รู้ว่าไม่ได้ต่อสู้อย่างเดียวดายอีกต่อไป เมื่อเพื่อนพชรเอากระดาษแผ่นนั้นจากเพื่อน ป มาให้























การสังคายนาลิ้นชักเน่า ๆ (อีกแล้ว) เมื่อกลางปีก่อนทำให้ผมได้เจอเศษกระดาษแผ่นหนึ่งที่ตั้งใจเก็บไว้อย่างไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แม้จะเน่าแต่ยังคงกลิ่นแห่งวันวานได้ดี







Wednesday, July 12, 2006

CADENZATO

บล็อกแรกของผมเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้วที่ blogger ด้วยเหตุผลหลายประการ คือ
1. ไม่อยากส่งเมลยาวๆ ให้เพื่อนอ่าน ถ้าอยากรู้ข่าวคราวก็เข้ามาดูได้ที่บล็อก
2. คนมักชอบถามเรื่องประสบการณ์ซึนามิ จนขี้เกียจจะตอบ เลยเอามาลงไว้ให้ไปอ่านเอาเอง
3. หนังสือดำน้ำภาษาไทยมีแต่ระดับเบื้องต้นเท่านั้น เวลาที่สอนหลักสูตรที่สูงกว่านั้นมักจะมีปัญหาเรื่องสื่อการสอน จึงต้องเขียนคู่มือขึ้นมาเอง และอัพลงบล็อกเพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาโหลดไปศึกษาได้
4. ผมชอบควงไฟ และอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จึงตั้งใจว่าจะเอาเทคนิค ต่างๆ มาเขียน แต่จนป่านนี้แม่งก็ยังไม่ได้ทำสักที

ไม่คิดว่าจะเอาบล๊อคมาแพ่มความเก็บกดในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่


เพื่อนหลายๆ คนอ่านแล้วชอบในสำนวนบ้าๆ ในเรื่องที่เขียน บางคนพิมพ์เก็บไว้ บางคนขอ Forward ให้เพื่อน

แต่มีเพื่อนคนหนึ่งพิมพ์ ออกมาแล้วไล่แจกชาวบ้าน แล้วยังอุตส่าห์เอาบล็อกผมไปโปรโมทที่บล็อกตัวเองอีก

กระนั้นก็ตามนั่นก็ยังไม่สาแก่ใจเธอ เพราะทันทีที่คนคลิกมาเห็นบล็อกผม ก็จะต้องตะลึงกะตัวอักษรมากมายมหาศาลเรียงติดกันเป็นพืด ซึ่งเป็นความทรมานลูกกะตาไม่น้อย จนเกิดอาการท้อใจเลิกอ่านไปหลายคน นอกจากนั้นคนไทยไม่ค่อยเข้าเล่น blogger กันซักเท่าไหร่ เพื่อนจึงทำบล็อกให้ใหม่ที่ Exteen พร้อมเอา entry ยังลงให้เสร็จ

อยากบอกให้คนที่ชอบธีมบล็อกรู้ว่า ก็คุณ/ไอ้ เพื่อนคนนี้แหละเป็นคนทำให้ทั้งหมด ผมแค่ถ่ายรูปแล้วส่งไปอย่างเดียว


เธอเป็นใคร?
เธอเป็นเพื่อนที่เสพสุขอยู่ในมหาลัย ในขณะที่ผมกำลังรับการพิพากษาอยู่


ขาว?
คือ อดีตที่สวยงามของเธอ


สวย?
เธอพูดบ่อยๆ ว่า “ถ้ากูเป็นผู้ชาย ก็คงจะหล่อไม่น้อย”
“ถ้ากูเปลี่ยนรสนิยม ก็มีคนจองไว้แล้วหลายคน”


หมวย?
ทั้งนัยน์ตรง และนัยน์ประวัติ


อึ๋ม?
What a fuck are you talking about!


บล็อกของเธอ?
It’s a passion! เป็นคำตอบสำหรับการเขียนบล็อค
เธอเขียนทุกอย่างที่อยากจะเขียน “This is what I think and, sorry, you gonna hear it!”


THEME
เปลี่ยนบ่อยยังกะผ้าอนามัย คุณจะพบกับความแปลกใหม่ แทบทุกครั้งที่เข้ามาเยี่ยมเยียนที่นี่


Featurte อื่นๆ
ด้วยความที่เป็นคนทีน้ำใจ เธอมักจะอัดเพลงราคาแพงระยับที่สั่งมาจากนอก
เอาไว้ให้เพื่อนได้โหลดไปฟังกันฟรีๆ
ก่อนจะตบท้ายว่า “กรุณาสนับสนุนศิลปินด้วยนะคะ”
ขอเบอร์ได้ป่าว?
ขอปฏิเสธเธอไม่ใช่นางทางโทรศัพท์ แต่เข้าไปอ่านบล็อกของเธอได้ที่
http://cadenzato.exteen.com

ด้วยการดันของเจ๊
http://de-underwater.exteen.com
จึงเป็นบล็อกที่มีผู้อ่านมากที่สุด แม้ว่าจะทำขึ้นมาทีหลังก็ตาม

ปัจฉิมลิขิต
เธอคือเพื่อนที่จริงใจ และเป็น Blogger อย่างแท้จริง

Wednesday, April 12, 2006

ชีวิตหลังเขาที่เกาะเต่า และ The Animal Party - แม่คนที่สอง


ปรมาจารย์ซุนวูท่านว่า
ทหารม้าหนึ่งนาย ต่อกรกับทหารเดินเท้าได้สามนาย
.
.
.
เราย่อมต้องการคนมีฝีมือมาร่วมงาน
และพี่อี๊ด ก็คือคนทำงานประเภทนั้น
…………………………..

ผมเกือบจะรู้จักกับบุคคลท่านนี้ตั้งแต่ปลายปี 2544
ผมจบ Dive Master เมื่อปลายเดือนสิงหาคมแล้วกลับกรุงเทพ
ส่วนพี่อี๊ดเริ่มงานที่ Blacktip หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์

แต่เนื่องด้วยผมกลับไปเยี่ยมเยียนที่นั่นบ่อยๆ พี่อี๊ด จึงเป็นคนแรกในแก๊งที่ผมรู้จัก

เราได้ร่วมงานกันอย่างจริงจังในอีก 3 ปีต่อมา เมื่อผมกลับไปสอนดำน้ำอย่างเต็มตัวที่นั่น

ครูสอนดำน้ำนั้น ใช่ว่าจะดำน้ำอย่างเดียว ยังจะต้องสามารถขายคอร์สดำน้ำแล้วจัดการกับงานเอกสารด้วย
ซึ่งเป็นเรื่องปวดกบาลสำหรับผมไม่น้อยเพราะแต่ละหลักสูตร ก็มีหลาย Option และราคาก็จะแตกต่างกัน
ลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ ก็ราคาไม่เท่ากันอีก.........นี่ยังไม่รวมถึงราคาที่พัก เรือคายัก Wakeboard แล้วก็เหี้ยห่าอะไรอีกสารพัด

ซึ่งผมก็ไม่เคยจำควยอะไรได้เลย

เวลาที่นึกไม่ออก ก็ท่องคาถานึกอะไรไม่ออก พี่อี๊ดช่วยคุณได้
ถามไรตอบได้หมด ยังกะ สาลิกา/อับดุล.........หรือ อะไรประมาณนั้น

นอกจากนั้นพี่อี๊ด ยังสอนดำน้ำในบางหลักสูตรได้ด้วย
น่าเสียดายที่แกไม่ชอบสอน ไม่งั้นก็คงเป็นครูเต็มตัวไปชาติกว่าแล้ว
ครูขวัญก็คงจะไม่เกิด

พี่อี๊ดมาเสียอยู่อย่างคือ ชื่อแกนั้นฟังแล้วรู้สึกคันหูยังกะชื่อแม่.....หรือ ที่เพื่อนๆ เรียกว่า แม่...ง
วันดีคืนดี ผมก็เลยเรียกแกว่าแม่ ซะงั้น
แล้วแกก็เรียนผมว่าลูกขวัญ
เรียกไปเรียกมาก็เสือกติดซะอีก
ไม่ต่างอะไรกับการเยะที่ติดแล้วเลิกยาก

ถึงแม้พวกเราจะอยู่เกาะ (แถมยังเสือกเป็นด้านหลังเขาอีก เดินทางไปถึงได้ด้วย 4*4, ตีน, มอไซค์เล็ก และมอไซค์วิบาก, เท่านั้น)
แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้นิสัยรักการอ่านของแม่หายไป
เวลาที่พวกเราคนใดคนหนึ่งไปกรุงเทพฯ ก็จะต้องแบกหนังสือกลับมามากมาย เพื่อแบ่งกันแทะ
บางทีก็ต้องไปสั่งที่ตลาดแล้วให้รถไปเอา
แม่ชอบอ่านตั้งแต่ นิยาย, ไปจนถึงหนังสือคนใช้
แต่ก็มาตายกับหนังสือ เที่ยวบินกลางคืน ของผม – หนังสือเล่มเล็กๆ แต่จัดว่าโหดเลยทีเดียว ถ้าไม่มีอารมณ์ร่วมก็ยากที่จะอ่านจบ

ช่วงปี 47 ไม่รู้เป็นห่าไร ลูกค้าเข้ามาน้อยเหลือเกิน จนตกดึกพนักงานเซ็งจัดต้องเคี่ยนรถขับสี่ ข้ามเขาไปแรดกันอยู่บ่อยๆ

บางขับรถไปแค่กินบะหมี่ บางทีก็ไปเต้นกันกระจาย
แต่ปีนั้นแรดกันบ่อยมากจนเงินไม่มีจะเก็บ
ก็แม่เล่นทั้งดูด ทั้งกระดก นี่หว่า

ปีต่อมาเราออกไปแรดกันน้อยลงเพราะปฏิบัติตามนโยบายใช้ 3 ส่วน ออม 1 ส่วน

วันหนึ่งแม่ไปหาหมอ “แม่เป็นไรอะ” ผมถาม
“หมอบอกว่า หลอดลมอักเสบ” แม่ตอบ
“จริงหรอแม่ เอาที่หมอเขียนมาให้ดูหน่อยดิ๊”
ผมถามต่อ “เฮ้ย ไอ้ Bronchi (อ่านว่า บรอน-ไค) มันถุงลมไม่ใช่หรอ”
“ไม่ใช่มั้งลูก....” แม่ตอบหน้าเจื่อนๆ
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมเช็คจากหนังสือดำน้ำให้อีกที เพราะอาการปอดขยายตัวแบบมากเกินไปแบบ Mediastinal Emphysema มันเกิดที่ Bronchi”
.
.
.
วันรุ่งขึ้น
“เช็คให้แล้วแม่ Bronchi มันเป็นส่วนของหลอดลมที่เชื่อมกับปอด ถุงลมมันต้อง Alveoli”
“โห ลูกเล่นทำซะแม่ใจหายเลย”

ความมั่วของผมก็ทำให้พี่เสียววาบไปเหมือนกัน....

พี่อี๊ด เป็นคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตกูนี่โคตรสบายเลย
วันๆ ไม่ต้องทำห่าอะไรมาก แค่เลี้ยงลูก (กระโปก) ให้รอดก็พอแล้ว
ขณะที่พี่อี๊ดต้องเลี้ยงน้องชาย (อาร์ต) และแม่หนึ่งอีกคน

พอดีว่าที่ร้านจะออกโปรแกรมกินนอนบนเรือจากเกาะเต่าไปหมู่เกาะอ่างทอง
พี่อี๊ด จึงชวนอาร์ตมาเป็นพ่อครัวบนเรือ เพราะจัดว่าทำอาหารเก่งเลยทีเดียว
จากการที่แดกอาหารฝีมือน้องเค้า มาแล้วหลายมื้อ ผมปักใจเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทริปนี้จะได้ Enjoy fucking เอ้ย eating แน่ๆ

ไม่รู้เป็นห่าไร ทำไมชีวิตจริงมันมักจะต่างกับสิ่งที่เราคิดเอาไว้

เรือออกไป ไม่ถึงชั่วโมง ผมหันไปมองหน้าอาร์ต
“เหี้ย ฉิบหายแล้วสิ” ผมนึกในใจ
ใครจะไปคิดมาก่อนว่าอาร์ตจะเสือกเมาเรือขนาดนี้ แล้วระหว่าง 2 วันนี้จะไม่มีการเข้าฝั่งเลย อาร์ต เอ๊ย.....ตายแน่
แล้วน้องท่านก็เมาตลอด 2 วัน จริงๆ
ถ้าให้ผมเลือกระหว่างเมาเรือ 2 วันกับโดนอัดตูด
ผมเลือกอย่างหลังโดยไม่ต้องคิด

ครูขวัญผู้ยิ่งใหญ่แต่ทำกับข้าวหมาไม่แดก ก็ต้องลงมาช่วยบ้าง
โชคดีที่เด็กเรือหรือน้องเดย์ (รัจฉาน) ที่วันๆ แม่ง ปล่อยแต่มุขข้าวเหนียว (ทั้งฝืดทั้งลาว) อันแสนจะอ้อนพระบาท
ขี่โลมาขาวมาช่วย ก็เลยพอจะมีแดกกัน
ส่วนคุณอาร์ตก็นอนบัญชาการด้วยสีหน้า ยัง-กะ-จะ-เบ่ง-ขี้ “เดย์ เอานั่นใส่หม้อ.....”

ไม่รู้ว่าร้านจะจัดทริปไปเกาะอ่างทองอีกหรือไม่
แต่ที่แน่นอนก็คือ ยังไงอาร์ตก็คงไม่ยอมไปเป็นพ่อครัวอีก

พี่อี๊ดจึงเปิดร้านขายกาแฟโบราณ (กาแฟถุงตีน?) และขนมปังสังขยาให้อาร์ต
พวกเราก็เลยได้รับอานิสงส์ แดกฟรีไปหลายมื้อในช่วงลองสูตร
ร้านเปิดไปได้ประมาณอาทิตย์เดียวแล้วก็อาร์ตก็หายตัวไปเฉยๆ
รู้ทีหลังว่า น้องเขาไม่เข้าใจว่าทำไมของถึงขายไม่ค่อยได้ ฝีมือเขาไม่อร่อยหรือ......โถเด็กน้อย เดี๋ยวก็ส่งไปช่วยงานเพื่อนที่เขมรเลย

แต่คนที่แย่กว่าคือพี่อี๊ด เพราะนอกจากจะออกทุนให้แล้วยังจะต้องมารับช่วงต่อ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสำหรับคนเลิกงานแล้ว จะต้องข้ามเขาไปออกขายตอนค่ำ แล้วก็กลับมาตอนเที่ยงคืน เหนื่อยมากแต่ก็ต้องทำ ไม่งั้นที่ลงทุนไปจะเสียเปล่า แล้วใครจะเอาเงินไปเลี้ยงแม่

สิ่งทีน่าสนใจกว่านั้นคือ หลายๆ คนบอกว่าสังขยาของพี่อี๊ดอร่อย ทั้งๆ ที่แกเองเป็นคนที่ไม่กินสังขยา
?????????????
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ผลการวิจัยจากสถาบันขวัญผู้ยิ่งใหญ่พบว่า การนำคำติชมของลูกค้ามาพัฒนารสชาติอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เอาความรู้สึกของตัวเองมาเป็นตัวตัดสิน ทำให้สังขยา และเครื่องดื่มของพี่มีรสชาติที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

ผมเชื่อว่าแกคงไม่เคยได้ยินคำว่า Customer Retention เลยสักครั้งในชีวิต

เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่กึ๋น หาใช่ว่าเรียนปริญญาควยไรสวยหรูมา แล้วจะเก่งขึ้นมาได้

เสียดายที่ทำได้ไม่นานแม่ก็หยุดเสียเฉยๆ เพราะทำไม่ไหว

ปี 48 โกดำให้แม่ไปบริหารงานที่พักแทนงานดำน้ำ ด้วยเหตุผลว่าแม่ดูจะเบื่อกับงานไปแล้ว
ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับผู้ร่วมงานอย่างผม
ด้วยความเป็นร้านเล็กๆ และเป็นธุรกิจครอบครัว.........นานๆ ที่ก็จะมีระเบิดลงที่ร้าน
โชคดีที่ผมทำงานใต้น้ำก็เลยรอดตัวไปหวุดหวิด
คนอื่นๆ ก็ทำเฉยๆ แต่สำหรับแม่แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
ถ้าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนกูก็ระเบิดใส่กลับได้เหมือนกัน
จนครั้งหนึ่งเมียโกดำหายตัวไปหลายวัน
มันช่างเป็นความกล้าหาญเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

ผมพิมพ์ต่อไปไม่ไหวแล้วหากมีโอกาสจะมา Edit อีกรอบ
แต่นี่ก็คือเรื่องราวของหนึ่งในสมาชิก The Animal Party ของพวกเรา
ด้วยความเข้มแข็งและความเป็นผู้ใหญ่
พี่อี๊ด จึงถูกกล่าวถึงเป็นท่านแรก
และเป็นคนแรกที่ผมจะนึกถึง ในวันที่ผมพร้อมจะมีร้านของตัวเอง

Sunday, April 02, 2006

เรารู้จักการเดินทางดีแค่ไหน (ปัจฉิมภาค)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับการขี่จักรยานทางไกลของผม
แต่เป็นครั้งแรกที่ไปเพียงสองคน
และเป็นครั้งแรกสำหรับการปั่นที่ภาคเหนือ
เส้นทางที่ลือกันว่าปราบเซียนมานักต่อนักแล้ว

ไม่ว่าใครจะกล่าวถึงเส้นทางนี้อย่างไร
สำหรับผมแล้ว
เส้นทางนี้ทำให้ผมเข้าใจและยอมรับเงื่อนไขแห่งการเดินทางมากขึ้น
.
.
.
ไม่ต่างอะไรกับนกที่บินข้ามมหาสมุทร
ซึ่งจะบินเรียงตัวกันเป็นลูกศรเพื่อให้มีแรงต้านอากาศที่กระทำต่อกลุ่มน้อยที่สุด
คนที่ขี่จักรยานก็จะขี่ต่อกันเป็นขบวนโดยเว้นระยะห่างเพียงศอกเดียว
หาใช่พิศวาสอะไรกับตูดคนข้างหน้า
แต่จำต้องขี่ตามกันเพื่อลดแรงต้านและให้เหนื่อยน้อยที่สุด
ประมาณเอาเองว่า คนที่ขี่ตามท้ายใช้แรงเพียงสองในสามส่วนก็สามารถไปด้วยความเร็วเท่ากับคันหน้าได้

การขี่ทัวร์ริงครั้งก่อนนั้นเราขี่ดูดตูดกันตลอดหลายพันกิโล
เลยไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไหร่นอกไปจากล้อหลังของรถคันหน้า และตูดลุงแก่ๆ
แต่มันก็ทำให้นักปั่นทางไกลหน้าใหม่อย่างผมขี่ไปไกลกว่า 100 กิโลเมตรในวันเดียว

ถึงอย่างไรเทคนิคดังกล่าวก็ไม่สามารถใช้กับบนดอยได้ดีสักเท่าไหร่
ทิวเขาที่คดเคี้ยวและสูงชันค่อยๆ แยกพวกเราออกจากกันโดยแทบจะรู้สึกตัว
ระหว่างที่ขึ้นเขา สหายของผมก็ค่อยๆ ออกห่างไปทีละนิดๆ จนมองกันไม่เห็น
และการขี่ดูดตูดกันเพื่อลดแรงต้านก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับการขี่ขึ้นเขาด้วยความเร็วที่ไม่ต่างอะไรจากการเดิน
รถคันที่ขี่ตามหลังจึงไม่ได้อานิสงส์จากการแหวกอากาศของคันหน้า
ผมไม่ต้องการจะขี่นำหน้า
แต่นั่นก็เป็นความเร็วเดียวที่ผมขี่ได้
เพราะหากว่าช้ากว่านั้นรถจะทรงตัวได้ลำบาก แล้วก็จะเมื่อยมากถึงมากที่สุด
ดังนั้นต่างคนจึงไปต้องตามกำลังของตัวเอง
แล้วหยุดพักเรอเมื่อถึงที่ ที่เหมาะสม

ซึ่งก็คือ
ที่พักริมทาง
หรือจุดเยี่ยวที่วิวสวย และแดดไม่ร้อน
(เพราะเกรงว่าองค์จะถูกแดด...เดี๋ยวเซียวลี้ปวยตอจะเปล่งประกายดำมากขึ้น)
ผมใช้เวลารอให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการระบายความร้อนออกจากร่างกาย
.
.
.
หนึ่งควยก็แล้ว สองควยก็แล้ว.........
.
.
.
ในที่สุดอาชัยก็ตามทัน
อย่าลืมว่าแกต่อให้ผมยี่สิบปี


เมื่อลงเขาทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงราวกับหน้ามือเป็นหลังตีน
ความคดเคี้ยว ลาดชัน และฝีมือ ทำให้เพื่อนร่วมทางของผมหายไปในพริบตา
จนอดสงสัยไม่ได้ว่า
แอบเอาไนตรัสติดจักรยานป่าววะ



ทว่าการขี่ห่างกันไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าอยู่คนเดียว
เพราะเราจะต้องหยุดรถเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่า เพื่อนของเราไม่ใจดีแอบเอาแก้มไปเช็ดถนนที่ไหนสักแห่ง
ซึ่งเป็นการแสดงความห่วงใยที่ไม่ต้องพูดอะไร ที่มาจากที่ว่างที่พวกเราเว้นไว้นั่นเอง
วิธีนี้เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ใช้ความสามารถในสิ่งที่ตัวเองถนัด โดยที่ไม่เป็นการถ่วงเวลาให้กับเพื่อนร่วมทาง

เพราะเราไม่ได้มาคนเดียว…..........นี่อาจจะเป็นเงื่อนไขแรกสำหรับผมในการเดินทางนี้


ด้วยความที่ทั้งชัน ทั้งโค้ง ทั้งขรุขระ
พวกเราปั่นอยู่บนสันเขาเกือบจะตลอดทาง
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้
ทั้งๆ ประมาณ 10 กว่ากิโล พวกเราก็น่าจะถึงที่พัก
แต่ไม่รู้ว่าต้องไปอีกนานแค่ไหน เพราะบางพื้นที่เราเคลื่อนที่ไปได้เร็วพอๆ กับการเดิน และยังต้องหยุดพักบ่อยๆ

ความเหนื่อยล้าทำให้ความคิดมากมายโฟ่ขึ้นมาในหัวผม
มันสับสนและวุ่นวายไปหมด
เชี่ยเมื่อไหร่กูจะถึง ยิ่งถึงช้ายิ่งไม่อยากอาบน้ำ
แล้วจะเอาแรงที่ไหนตักข้าวกิน
จะเป็นเหมือนเมื่อวานที่หลับคาจานข้าวป่าววะ ถ้าร้านค้าปิดหมดแล้วต้องแดกหญ้าหรือไง
คลื่นโทรศัพท์ก็ไม่มี
จนหากถามผมว่าตอนนั้นผมคิดอะไร
ผมก็คงจะตอบไม่ได้
เพราะมีเรื่องมากมายที่อยู่ในความคิด
และหาได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว
แต่เกี่ยวพันจนไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ผมรู้ดีว่าหากปล่อยให้ความคิดสับสนพลุ่งพล่านอยู่หัวต่อเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
อีกไม่นานผมคงขี่จักรยานต่อไปอีกไม่ไหว
.
.
.
ผมพยายามไม่คิดอะไร
คิดอยู่อย่างเดียวคือควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ
สักพักความคิดที่เคยมีมากมายก็ค่อยๆ หายไป

เหลือเพียงผม และจักรยาน
เมื่อควบคุมลมหายใจได้
ร่างกายและจิตใจก็เริ่มประสานกันเป็นหนึ่ง
ผมรู้ทันทีว่าสิ่งต่อไปที่ต้องทำคือ
การทำตัวเป็นหนึ่งเดียวกับจักรยาน
เป็นหนึ่งเดียวกันจนแยกกันไม่ออก
ราวกับว่ามันเป็นอวัยวะหนึ่งของเรา
.
..
ปรมาจารย์เอี้ยก้วย ฝึกวิชาด้วยศาสตราวุธมากมาย
สุดท้ายใช้เพียงกิ่งไผ่
เพราะสิ่งสำคัญคือการเป็นหนึ่งเดียวกับอาวุธ


ซึ่งก็สอดคล้องกับคำกล่าวของ ผู้เฒ่าแซซุน ระหว่างการเผชิญหน้าของสองผู้ยิ่งใหญ่ (ลี้คิมฮวง และเซี่ยงกัวกิมฮ้ง)
.
.
ในที่สุด มือเซี่ยงกัวกิมฮ้งก็ถูกชักออกมาจากแขนเสื้อ
เป็นมือเปล่า !
ลี้คิมฮวงกล่าว
“ห่วงของท่านเล่า ?”
.
.
.
“ในมือไร้ห่วง ในใจมีห่วง”
นี่คือจุดสุดยอดแห่งวิชาบู๊แล้ว
นี่เป็นระดับเทพยดาแล้ว !
ผู้อื่นไม่เข้าใจ ลี้คิมฮวงเข้าใจกระจ่าง !
.
.
.
ทันใดนั้นมีเสียงกล่าวขึ้น
“ที่พวกมันจะต่อสู้ เนื่องเพราะมันความจริงไม่รู้แก่นแท้ของหลักวิชาบู๊เลย”
.
.
.
“สุดยอดวิชาบู๊ที่แท้จริง จะต้องสามารถเลิศพิสดารปานปาฏิหาริย์ ถึงระดับไร้ห่วงไร้เรา
ลืมห่วงไปสิ้น นั่นจึงจะบรรลุทุกสรรพสิ่ง ทำลายในทุกสรรพสิ่งได้”
.
.
.
แต่นั่นก็หาใช่ที่สุด
เพราะการจะพิชิตยอดเขานั้น
หาใช่เพียงการเป็นหนึ่งกับจักรยาน
และหาใช่การใช้เพียงกำลังเพื่อไปให้ถึงที่หมาย
นอกจากจะต้องเป็นหนึ่งกับจักรยานแล้ว
ยังจะต้องเป็นหนึ่งกับธรรมชาติอีกด้วย
เพราะนั่น ก็คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เราเดินทางไปหามันมิใช่หรือ

ผมนึงถึงหนังเรื่อง Hero ที่ฉายบนรถทัวร์ในวันแรกที่เดินทางมา
“กระบี่หัก” มิได้เพียงมอบกระบี่เล่มนั้นให้แก่ “ไร้นาม”
ทว่าได้มอบตัวอักษรตัวหนึ่งฝากไปให้ จิ๋นซีอ๋องด้วย
ตัวอักษรนั้นเขียนว่า
“ใต้หล้า”
คำคำนี้เริ่มด้วยคำว่า คน
และในมือคนก็มี กระบี่
แต่เมื่อรวมเป็นคำว่าไต้หล้า กระบี่ในมือก็จะหายไป
เพราะเมื่อเป็นปึกแผ่นแล้วใยจำเป็นต้องฆ่าฟันอีก

คน กระบี่ และแผ่นดิน จึงถูกหลอมรวมเป็นหนึ่ง................ไม่มีคน ไม่มีกระบี่
………………………………….
…………………
……
..
.

การปั่น (คลาน?) อยู่เพียงลำพังทำให้ผมสามารถให้ความสนใจกับธรรมชาติรอบตัวได้มากขึ้น
ความคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติค่อยๆ ละลายไปขณะที่ผมกำลังจะถึงจุดที่สูงที่สุดบนดอยนั้น

เรามักได้ยินคำพูดให้กำลังใจ (หลอกให้ทะเยอทะยาน?) เช่น “ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง” หรือ “จะต้องไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ผมรู้สึกสงสัยว่าความหมายที่แท้จริงนั้นคืออะไร และมันมีอะไรอยู่บนที่สูง (ความสำเร็จ?)
เพราะบนยอดเขาที่ผมเห็นนั้นอาจต่างออกไป
….
....................
......................................
สูงกว่าขุนเขายังมียอดหญ้า
สูงกว่ายอดหญ้ายังมีแผ่นฟ้า
ซึ่งหาได้ลอยเด่นดังวิมาน
หากแต่ตั้งอยู่บทแผ่นดินเช่นกัน
..............................................
.......................
........


จริงอยู่ที่เมื่อถึงผ่านจุดที่สูงที่สุดไปแล้ว
อีกด้านหนึ่งของเส้นทางก็ยังเป็นทางลาดชัน
แต่เป็นทางลาดที่นักที่สามารถผ่านไปได้โดยที่ไม่ต้องออกแรง
รสชาติของความสำเร็จอาจมิใช่การไปถึงแต่อาจเป็นการออกห่าง
ลงสู่จุดที่ต่ำที่สุด ต่ำเสมอจุดเริ่มต้น

ทว่ารสชาตินี้อาจเป็นรสขมสำหรับคนไม่น้อย
ย่อมนับผู้ที่กลัวความเร็ว
ย่อมนับผู้ที่ไม่ชำนาญรถ
ย่อมนับผู้ที่ไม่ชำนาญทาง (อันคดเคี้ยวและสูงชัน)
สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าความเป็นหนึ่งเดียวของ คน รถ และเส้นทางสามารถเปลี่ยนรถขมนี้ให้เป็นอื่นได้หรือไม่

ความจริงที่เอามาพูดเล่นคือ
มนุษย์บางจำพวกแบกจักรยานขึ้นเขาเพื่อปั่นลง
มนุษย์บางจำพวกปั่นจักรยานขึ้นเขาเพื่อแบกลง



ฟังดูตลกอนาถ แต่นั้นก็สะท้อนบางอย่างที่ตรงกันมิใช่หรือ?

คงปฏิเสธได้ยากหากจะกล่าวว่า ความสุขของแต่ละคนนั้นต่างกัน
วิธีแสวงหาและปริมาณที่ต้องการย่อมแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน
ทว่าสิ่งสำคัญคือ เรารู้จักตัวเองและสร้างสมดุลให้กับชีวิตได้ดีแค่ไหน



เซี่ยงกัวกิมฮ้งหน้าเครียดเย็นชา กล่าวเสียงกระด้าง
“เหตุผลทุกคนต่างกล่าวได้ ปัญหาอยู่ที่ว่ามันสามารถกระทำได้หรือไม่ ?”